วันอาทิตย์, ตุลาคม 18, 2009

จิต 101/3 ว่าด้วยประเภทของประสบการณ์ (ตอนแรก)

จิต 101/3: ประเภทของประสบการณ์
ปรับปรุงจาก SOSC 14100: Mind 1/3 : Categories of Experience lectured by Henly

ในสองครั้งที่ผ่านมา เราได้เห็นแล้วว่า
สิ่งที่เราได้รับมาจากโลกภายนอก
ได้ถูกบริบทรอบข้าง และความเป็นตัวเรา บิดเบือนไป
ไม่เว้นแม้กระทั่งสิ่งที่เราคิดว่าพื้นฐานที่สุด
นั่นคือ ต้นทางประสาทสัมผัสของเรา
(นี่ไม่ได้หมายความว่า ตาของเราไม่ดี แต่ว่าอย่างไรเสีย
มิติที่เห็นด้วยตา ก็เป็นเพียงการตีความขึ้นมาเท่านั้น)

ครั้งนี้เราจะก้าวต่อไปอีกขั้น นั่นคือ 
เมื่อเราเห็นภาพหรือเสียง
หรือสัมผัสใด ๆ
เราเริ่มจะบอกว่ามันคือภาพหรือเสียงของอะไร
นั่นนำไปสู่กระบวนการที่เรียกว่า การแบ่งประเภท (Categorization)
โดยที่คำว่า การแบ่ง ย่อมหนีไม่พ้นคำว่า หลัก (Concept) ของแต่ละประเภท
ยกตัวอย่างเช่น ตอนนี้มีสิ่งสิ่งหนึ่งอยู่ตรงหน้าเรา
เราจะแบ่งประเภทว่า มันเป็นพืช สัตว์ หรือสิ่งของ
เราก็ต้องรู้ว่า การอยู่ในกลุ่ม พืช ได้ต้องมีสมบัติอย่างไร
สัตว์ ต้องมีสมบัติอย่างไร เป็นต้น

ถึงตรงนี้ เราอาจคิดว่า กระบวนการเช่นนี้ย่อมไม่ถูกบิดเบือน
ตราบใดที่เรานิยามหลักให้ชัดเจน การแบ่งประเภทย่อมไม่มีทางผิดเพี้ยน
เช่นเดียวกับที่เรานิยามเลขคู่ แยกออกจากเลขคี่ได้
แต่เราจะสามารถทำเช่นนั้นได้เสมออย่างนั้นหรือ

มาลองตัวอย่างนี้กัน (จากบทความของ Ziff)
หากหลักทุกหลักที่เราตั้งขึ้น
เพื่อนิยามความหมาย
หรือแบ่งกลุ่มนั้นชัดเจน ไม่แปรเปลี่ยน ไม่บิดเบือน
และสมบูรณ์ในตัวเอง
"A Cheetah can outran a man"
ประโยคนี้แปลว่าอะไร
ถ้าเราเอาประโยคนี้ไปเปิดพจนานุกรม เราจะแปลมันได้ว่า
"เสือชีตาตัวหนึ่งสามารถวิ่งเร็วกว่าชายคนหนึ่ง"
ประโยคนี้หมายความว่าอย่างไรกันแน่


เสือชีตาตัวนั้นวิ่งเร็วกว่าผู้หญิงไหม
มีแค่เสือชีตาตัวเดียวหรือเปล่าที่่วิ่งเร็วกว่าชายคนนั้น
แล้วเสือตัวนั้นวิ่งเร็วกว่าชายคนอื่นหรือเปล่า
แล้วเสือชีตาตัวหนึ่งตัวนั้นเป็นเสือชีตาตัวไหน
มันเกิดวิ่งทะยานขณะล่า หรือว่ามันแค่วิ่งเหยาะ ๆ ก็แซงชายคนหนึ่งคนนั้นแล้ว
หรือชายคนนั้นกำลังขาเจ็บ เป็นคนพิการ เสือชีตาตัวหนึ่งตัวนั้นเลยวิ่งเร็วกว่า
ฯลฯ

เราอาจจะหัวเราะกับความคิดสุดเฟื่องของ Ziff
เพราะว่าประโยคที่เห็นความหมายมันทั่วไปกว่านั้น
แต่ทำไมเราถึงรู้ว่ามันมีความหมายเช่นนั้น ทั้ง ๆ ที่ไม่มีหลักข้อใดเลย
ที่ว่า หากเราคำว่า A, cheetah, can, outran และ man มารวมกัน
แล้วจะมีความหมายเดียวดังที่เราเข้าใจ
(แต่เหมือนว่าเราจะเข้าใจแค่ไม่กี่ความหมายเท่านั้น)

ดังนั้น เพียงแค่หลักที่เราตั้งขึ้น
ไม่อาจใช้แบ่งประเภทประสบการณ์ทุกอย่างของเราได้ 
ตรรกะ เหตุผล นิยาม เป็นแกนของการทำความเข้าใจโลก
แต่บางครั้ง การเอาของเหล่านี้มาใช้
แม้จะแค่เอามาบอกว่าสิ่งที่เรารับรู้คืออะไร
มันก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบเสียแล้ว

ลองดูเล่น ๆ หานิยามคำว่า หมา หรือ สุนัข ขึ้นมา
แล้วลองดูสิว่า สิ่งต่อไปนี้ยังเป็นหมาอยู่หรือเปล่า
หมาตายแล้ว หมาสามขา หมาตาบอด หมาที่ไม่เห่าตลอดชีวิต ฯลฯ
แค่คำไม่กี่คำที่เราบอกว่าเป็น "หลัก" ของหมา
คงไม่พอแล้วที่จะทำให้เราเข้าใจ "หมา" จริง ๆ 

ติดตามตอนจบในโอกาสหน้า

วันอังคาร, กรกฎาคม 14, 2009

จิต 101/2 ว่าด้วยสัมผัสและการตึความ (ตอนจบ)


ครั้งที่แล้ว เราบอกว่า แม้คนเราจะใช้ประสาทสัมผัสเหมือนกัน

(โดยถือว่าแต่ละคนมีประสิทธิภาพการใช้สัมผัสเท่า ๆ กัน)

แต่การตีความนั้นต่างกัน

ในภาษาปากก็คือ “เราไม่ได้เห็นอะไรเหมือนกันหมดทุกคน”

แต่คำว่า เห็น นี้คืออะไรกันแน่

เราแยกสัมผัส (Perception) และการตีความ (Inference) ได้อย่างชัดเจนหรือไม่

อะไรที่เป็นเนื้อแท้ของวัตถุ อะไรที่เป็นสิ่งที่เราปรุงแต่งขึ้นด้วยจิต


ตัวอย่างที่น่าพิลึกอันหนึ่งก็คือ เรื่องของมิติ (dimension)

แน่นอนว่า ประสาทสัมผัสของเราตอนนี้ รับรู้โลกสามมิติได้

ด้วยการแตะต้องสัมผัส เพราะตัวเราเคลื่อนที่ได้ในสามมิติ

แต่ว่าการมองเห็นล่ะ ทุกสิ่งที่เราเห็น ล้วนถูกรับเข้ามา

เป็นสองมิติไม่ใช่หรือ

แล้วเราทำให้ภาพสองมิติที่อยู่บนเรตินา กลายเป็นภาพสามมิติ

ในความคิดของเราได้อย่างไร

ทำไมเราถึงแยกวัตถุ ออกจากภาพถ่ายได้

และทำไมเราถึงเห็นภาพถ่าย ว่าถ่ายมาจากวัตถุสามมิติ

ทั้ง ๆ ที่ตัวมันมีแค่สองมิติ

การ “เห็น” มิติที่สาม อาจเป็นเพียงแค่การปรุงแต่งด้วยจิตก็ได้

ตาเราไม่เคยสัมผัส (perceive) มิติที่สาม แต่จิตตีความ (infer) มันขึ้นมาเอง

ลองดูตัวอย่างกัน

เนื่องจากเราคุ้นเคยกับความเป็นสามมิติจากการแตะต้องสัมผัส

จิตเราจึงพยายามตีความว่า อะไรที่เป็นสามมิติแล้วเข้าท่า ก็ลองให้เป็นอย่างนั้น

แต่กลายเป็นว่า เส้นทแยงสีดำที่เรา “เห็น” นั้น

กลายเป็นแค่เส้นที่ไม่ปะติดปะต่อกันเลย


ทีนี้ ลองมาดูอีกกรณีหนึ่ง ดูภาพนี้กัน

ภาพนี้ไม่ได้เกิดจากการตัดต่อ

แต่ว่าเป็นภาพที่ถ่ายจากรูในห้องที่เรียกว่า Ames room

กลในห้องก็คือว่า ห้องดังกล่าวไม่ใช่ห้องสี่เหลี่ยมมุมฉาก

แต่เป็นห้องรูปสี่เหลี่ยมคางหมู ที่มีมุมหนึ่งยื่นลึกลงไป

คนตัวเล็กก็คือคนปกติที่ยืนอยู่ที่มุมลึกนั้น

น่าแปลกที่ว่า ทั้ง ๆ ที่เราคุ้นเคยกับความเป็นสามมิติ

แทนที่เราจะเห็นภาพดังกล่าวว่าเป็นภาพธรรมดา ของคนสองคนที่ยืนต่างระดับใกล้ไกลกัน

แต่เรากลับเห็นภาพนี้เป็นยักษ์กับคนแคระที่ยืนในระดับเดียวกัน

กลายเป็นภาพลวงตาไปเสียอีก

ตกลงจิตเราสามารถตีความตามใจให้เห็นอะไรที่จิตคิดว่าเข้าท่า

หรือว่าจิตโดนบังคับให้คิดตามอะไรสักอย่างในภาพนั้นกันแน่


ดูเหมือนว่าตอนนี้เราเริ่มหาเส้นกั้น ระหว่างสัมผัสกับการตีความไม่ได้เสียแล้ว


ทิ้งท้่ายกันด้วยวิดีโอสนุก ๆ เกี่ยวกับภาพลวงตา

ลองคิดเล่น ๆ ดูสิว่า ทำไมเราถึงเห็นภาพลวงตาเหล่านี้ได้

อะไรที่ทำให้จิตตีความว่าซึ่งเหล่านี้ “เป็นไปไม่ได้”

hollow mask effect / Ames window