วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2550

วิวาห์ 2 - ว่าด้วยยามที่ข้าพเจ้าเป็นเจ้าบ่าว (โดยสมมุติ) ตอนจบ

เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่เเขียนขึ้นโดยผู้เขียนสมมุติตัวเป็นเจ้าบ่าวในงานแต่งงานระหว่าง นางสาวนิรมิต กับนายปราเมทธ์ ทั้งนี้เรื่องส่วนใหญ่มาจากเหตุการณ์ที่ผู้เขียนสังเกตเห็น แต่มีบางส่วนเกิดจากจินตนาการของผู้เขียนเอง


“ขอเสียงปรบมือต้อนรับคู่บ่าวสาวด้วครับ” เสียงพิธีกร คือ พี่ชายของผม ดังขึ้น ผมเดินขึ้นบันได้เวทีขณะประคองเจ้าสาวของผม

“เก็บหางด้วย ๆ” ผมบอก ก็กระโปรงของเธอมันยาวคลุมพื้นจนเธอต้องคอยยก ไม่งั้นตกเวทีแน่

“เอาล่ะครับ ท่านคงได้เห็นความงามของคู่บ่าวสาวกันแล้วนะครับ ก่อนอื่นผมขอแนะนำก่อนว่าคู่บ่าวสาวคู่นี้เป็นใครมาจากไหนนะครับ” แล้วพี่ชายผมก็เล่าเรื่องที่ผมกับมิตรเจอกันในธนาคารไทยพาณิชย์ รักชอบกันและแต่งงานกันในที่สุด เรื่องง่าย ๆ แต่หลังจากนั้น พิธีกรก็ยิงคำถามใส่เจ้าสาวของผม

“เจ้าสาวครับ ทางเจ้าบ่าวเขาจีบเรายังไงบ้างครับ”

ผมสัมผัสได้ถึงเหงื่อในมือของเธอซึ่งอยู่ในมือของผมด้วย มือเธอเย็นเฉียบ ก่อนที่เธอจะตอบออกไป

“เขาชอบซื้อของมาฝากค่ะ” นี่คือคำตอบของศรีภรรยาผม

อ้าว ชอบผมเพราะของฝากเหรอเนี่ย เจ้าสาวของผมหน้าแดงเป็นลูกมะเขือเทศเลย

“แล้วเจ้าบ่าวล่ะครับ มีเทคนิคอย่างไรในการจีบเจ้าสาวของเรา”

ใครจะไปตอบได้วะ กดดันกันอย่างนี้ ผมเริ่มรู้สึกว่ามือของมิตรอุ่นขึ้นทันใด นั่นเป็นเพราะว่ามือผมเริ่มเย็นกว่าแล้ว ตอบไงดี ตอบไงดี ผมอยากรู้จริง ๆ ว่าเวลาคุณจะจีบผู้หญิงสักคน ต้องมานั่งหาวิธี หาคำอธิบายมาให้คนกินโต๊ะจีนฟังด้วยเหรอ

“เมทธ์ เขาถามเมทธ์นะ ตอบไปสิ” มิตรกระซิบเบา ๆ

“ก็… ซื้อของฝากให้เยอะ ๆ ครับ” โอย ตอบไปได้ไง งี่่เง่าที่สุด

เสียงหัวเราะจากผู้คนในงานดังขึ้น ผมตอบได้งี่เง่าจริง ๆ แถมพี่ชายพิธีกรยังสำทับต่อว่า ไอ้ของฝากนี่คือกล้วยทอด คนก็ยิ่งฮาเขาไปใหญ่ ก็ผมไม่รู้จะซื้ออะไรไปฝากนี่ ที่หน้าปากซอยเขาก็มีขายแต่กล้วยทอด ส่วนมิตรเขาก็ไม่เห็นบ่นกินเอากินเอาจนเกลี้ยงไม่เว้นแม้แต่แป้งกรอบ ๆ ก้นถุง จนไอ้แพตตี้ (ชื่อเดิมคือ พัชร) สาวประภทสองประจำฝ่ายต่างประเทศแซวว่าทำไมไม่ไปขายกล้วยทอดกันเสียเลย ไม่ต้องเสียตังค์ซื้อ

“ทีนี้ผมขอถามเจ้าสาวหน่อยว่า อยากได้อะไรจากเจ้าบ่าว เพราะว่าวันนี้เป็นวันมงคล ถ้าขออะไรจากเจ้าบ่าวบนเวทีตอนนี้ รับรองว่าเจ้าบ่าวต้องให้แน่นอน ว่าไงครับ”

พี่ชายผมยื่นไมโครโฟนให้มิตร ผมแอบมองหน้าเธอ รู้สึกเหมือนกับเธอกำลังตัดสินใจว่าจะพูดดีหรือไม่ ผมชักไม่แน่ใจแล้วผมจะให้อย่างที่เธอขอได้หรือเปล่า

“กล้วยทอด ๆ” ไอ้โต๊ะ ๆ นึงซึ่งผมไม่รู้จักเขาตะโกนขึ้นเป็นเสียงเชียร์ ยังเล่นไม่เลิก

หลังจากเสียงรบกวนเบาลง เจ้าสาวของผมก็เอ่ยขึ้น

“ขอให้เขาเป็นเหมือนกับวันแรกที่เราเจอกัน ทุก ๆ วันค่ะ”

ทุกคนปรบมือ ฟังดูเหมือนซึ้ง แต่ว่าสำหรับผมมันตลกมาก ไม่รู้้ว่าที่เธอพูดไป เธอจำได้หรือเปล่า ว่าวันแรกที่เราเจอกันนั้น ผมเมาหยำเปได้ที่ หาเรื่องชาวบ้านตอนเมา แถมเรียกเธอว่ายัยอ้วน สงสัยเธอคงไม่นับวันแย่ ๆ พวกนัั้นเป็นวันแรกที่เราเจอกันล่ะมั้ง

หลังจากนั้น ก็มีเจ้านายผมกับนายกเทศมนตรีฯ ซึ่งเป็นน้าของเจ้าสาวผมขึ้นมาให้พร ทั้งสองคนก็พูดเหมือนกันว่า ชีวิตคู่ต้องอาศัยความเข้าใจกัน ไม่ใช่ชีวิตของคน ๆ เดียวกันแล้ว แล้วก็ให้ศีลให้พร เจ้านายผมบอกว่า เรื่องของชีวิตคู่ต้องไม่ตัดสินด้วยเหตุผล ผมก็งงว่าทำไมต้องเป็นอย่างนี้ ต้องตัดสินด้วยอารมณ์หรือไง ผมว่าถ้าเราไม่ใช้เหตุผลคงแย่แน่ ๆ แต่ว่าก็ไม่ได้แย้งอะไร (โชคดีที่ผมพอมีกาลเทศะ) หลังจากนั้น เราก็กล่าวขอบคุณแขกผู้มีเกียรติ เจ้าสาวผมก็พยายามขอบคุณทุกคนเท่าที่นึกออก ผมก็ขอบคุณพ่อแม่เจ้าสาวก่อน (พ่อผมแอบเหน็บทีหลังว่า รีบประจบพ่อตาแม่ยายก่อนพ่อตัวเองอีก) แล้วขอบคุณพ่อผม รวมทั้งขอบคุณคนอื่น ๆ ด้วย

และแล้ว เวลาที่สาว ๆ หลายคนรอคอยก็มาถึง เจ้าสาวของผมหยิบช่อดอกไม้เตรียมที่จะโยนเสี่ยงว่าใครจะได้เป็นเจ้าสาวคนต่อไป สาว ๆ ในออฟฟิศฝ่ายผมกับมิตรออกมายืนกันสลอน คงอยากสละโสดบ้างล่ะสิ แล้วเสียงกรี๊ดกร๊าดก็ดังขึ้นอีกเมื่อแพตตี้แกกรีดกรายเข้ามาร่วมวง

“เฮ้ย ไอ้พัช เขาให้แต่ผู้หญิงมารับช่อดอกไม้” เพื่อนชายคนหนึ่งตะโกนข้ามโต๊ะมา

“หยาบคาย ชั้นเนี่ยแหละ ผู้หญิงทั้งแท่ง เอ้ย ทั้งตัว แล้วชั้นก็ชื่อ แพตตี้ แล้วย่ะ” เสียงหัวเราะครืนดังตามมา

ปรากฏว่า ดอกไม้ตกไปอยู่ในมือสาวร่างเล็กคนหนึ่งซึ่งผมไม่รู้จัก แต่ผมมั่นใจว่าเธอคงหาคู่ครองได้ก่อนไอ้แพตตี้แน่ ๆ

หลังจากนั้น ผมกับแพตตี้ เอ้ย ผมกับมิตร (เห็นไหมว่างานแต่งงานทำให้ผมมึนจริง ๆ) ก็เดินไปขอบคุณแขกเหรื่ออีกมากมาย มิตรก็ต้องค่อยยกหาง (หมายถึงเลิกกระโปรงให้สูงพ้นพื้นเวลาเดิน) ยิ้ม ถ่ายรูป หุบ ยิ้ม ถ่ายรูป หุบ เป็นเวลานานราวกับไม่มีทางสิ้นสุด มีเพียงมิตรคนเดียวเท่านั้นที่ยังทำให้ผมยืนยิ้มถ่ายรูปได้ เพราะเมื่อใดก็ตามที่เราถ่ายรูป ผมก็จะให้รอยยิ้มของเธอเป็นกำลังใจให้เสมอ เลี่ยนไหมเนี่ย

พอตกเย็น ญาติ ๆ และเพื่อนสนิทของผมกับมิตรก็มานั่งกินข้าวด้วยกันก่อนที่จะส่งตัวผมกับมิตรเข้าหอ ก็ยังไม่พ้นแซวกันบ้าง มีดื่มกันนิด ๆ หน่อย ๆ พอครึ้มอกครึ้มใจในหมู่เพื่อน จากนั้นผมกับมิตรก็เดินเข้าพิธีปูที่นอน วางหมอนอะไรก็ว่าไป มิตรก็นั่งฟังพ่อแม่ของเขาอบรมสั่งสอน เห็นมิตรนั่งฟังน้ำตาไหล ก็คงจะซึ้งกันไป ส่วนฝ่ายผมมีพ่อคนเดียว ก็นั่งคุยกันไปอย่างง่าย ๆ

“เฮ้ย ตอนเอ็งขอบคุณอ่ะ เอ็งลืมขอบคุณใครไปหรือเปล่า”

“ใครอ่ะพ่อ หนูจำไม่ได้” โตเท่าควายแล้ว ผมก็เป็นไอ้หนูของพ่ออยู่ดี มิตรเคยขอให้ผมแทนตัวกับเธอว่าหนูบ้าง แต่ผมไม่ยอม

“แม่เอ็งไง” แล้วพ่อก็ตบหัวผมหนึ่งที

“อ้่อ”

“ถึงแม้แม่เอ็งจะตายไปตั้งแต่เอ็งยังเด็ก แต่เอ็งก็อย่าลืมแม่ เอ็งรู้ไหม แม่เอ็งมีชีวิตอยู่ก็ตอนที่เอ็งกับข้าคิดถึงเท่านั้น”

“จ้ะพ่อ” ผมรับคำ

“เอ็งฟังไว้นะ ชีวิตคู่เนี่ยได้มายาก รักษายิ่งยากเข้าไปใหญ่ เอ็งต้องรู้จักรักรู้จักเอาใจใส่ ไม่งั้นเอ็งจะเศร้า แล้วยิ่งถ้าเอ็งเสียเขาไปกลางคัน เอ็งยิ่งไม่มีทางแก้ไขในสิ่งผิดเข้าไปใหญ่” พ่อผมพูดขณะน้ำตาใส ๆ เริ่มรื้นในดวงตา พ่อคงคิดถึงแม่ผมซึ่งด่วนจากไปเมื่ออุบัติเหตุครั้งนั้น

“เอ็งรู้ไหม ตอนเอ็งยังไม่มีเมีย เอ็งมีชีวิตเดียว พอเอ็งมีเมีย เอ็งมีชีวิตคู่ แต่ถ้าเอ็งรักษาเมียไว้ไม่ได้ เอ็งจะมีชีวิตอะไร”

“มามุขไหนเนี่ยพ่อ” ผมตอบ

“เอ็งก็จะมีชีวิตคี่ (ขี้) ไง” พ่อผมพูดแล้วหัวเราะมุขตัวเอง ฝ่ายเจ้าสาวหันมามองแปลก ๆ

“เออ เอาเถอะ สอนไปเอ็งก็ไม่รู้เรื่อง ต้องลองเอง อย่าลืมแล้วกัน เป็นคนเมืองเพชร ต้องใจเพชร”

แล้วพ่อก็ทำท่ากำมือเหมือนกับจะปลุกระดมให้ผมไปรบที่ไหนสักที่ ไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรกับการใช้ชีวิตคู่เลย แต่ผมก็รับ ๆ ไว้ แล้วผมกับมิตรก็มารับพรจากผู้ใหญ่พร้อมกัน ในที่สุด ทุกคนก็ขอตัวออกไป เหลือเพียงผมและมิตรอยู่ในห้องกันเพียงสองคน ทำไมห้องถึงเงียบอย่างนี้นะ เงียบจนเสียงหัวใจของผมกับมิตรดังเต็มห้อง

“เฮ้อ เหนื่อยจังเลยนะ” ผมพูด “มีเมียน่ารักสักคนนี่ลำบากจริง ๆ” ผมพูดพลางถอดถุงเท้ารองเท้า

“นั่นน่ะสิ” มิตรพูด “ถ้าอย่างนั้นต้องรักฉันนาน ๆ นะ”

“เอ้อ ผมสงสัยเรื่องนึง” ผมเริ่มถามเธอ “คุณอยากให้ผมเหมือนวันแรกที่คุณเจอจริง ๆ เหรอ วันที่ผมเมาหาเรื่องคนอื่น แล้วเรียกคุณว่า…”

“ยัยอ้วน” มิตรต่อคำ “ใช่แล้วล่ะ”

มิตรเข้ามานั่งบนเตียงข้าง ๆ ผม จับมือผมไว้แล้วพูดว่า “คุณจำได้ไหมว่า วันนั้นเป็นวันฉลองต้อนรับพนักงานใหม่ ฉันก็ได้พบกับคุณวันแรกที่ผับจัดเลี้ยงวันนั้น คุณเมามาก เต้นสามช่าถอยหลังบ้าบออะไรของคุณไม่รู้ ตลกเป็นบ้า แถมคุณยังมาเรียกฉันว่า ยัยอ้วน อีก เล่นทำฉันต้องไปหาทางลดเลย” เธอหยุดพักนึงแล้วจึงพูดต่อ

“คุณทำให้ฉันเห็นว่าคุณเป็นคนจริงใจแค่ไหน ฉันอ้วนคุณก็บอกว่าอ้วน ไม่เหมือนผู้ชายคนอื่นที่มาหลอกชมเพื่อลวนลามฉัน แถมคุณยังเป็นคนดีอีก”

“เมาแล้วหาเรื่องคนอื่นเนี่ยนะ”

“คุณนี่เมาไม่รู้เรื่องจริง ๆ” มิตรหัวเราะ “วันนั้นคุณเมา แล้วเห็นพนักงานสาวใหม่คนหนึ่งถูกรุ่นพี่ลวนลาม คุณก็ลุกขึ้นไปต่อยหน้าเขาจนเป็นเรื่องเลย แล้วหลังจากงาน คุณก็ออกไปโบกรถกลับบ้าน แต่คุณไปเจอคุณลุงแก่ ๆ คนนึงกำลังจะข้ามถนน คุณเลยไปช่วยเขาทั้ง ๆ ที่เมาอยู่ คุณลุงคนนั้นตกใจมาก พยายามหนี แต่คุณก็จะช่วยให้เขาข้ามถนนจนได้ สุดท้ายคุณลุงเลยกลายเป็นคนพาคุณข้ามถนนแทน”

“จริงเหรอ แล้วคุณรู้เรื่องพวกนีั้ได้ไง”

“ก็วันนั้นคุณเมามาก ฉันเลยเป็นห่วง ตามไปดู” มิตรบอก “ฉันชอบคุณตั้งแต่แรกพบแล้ว ทุกครั้ง ฉันพยายามจะทำสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อคุณ แม้กระทั่งแป้งกล้วยทอดในถุงฉันก็กินหมดเพราะฉันถือว่านั้นเป็นสิ่งที่คุณให้ฉัน ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม ก่อนหน้าที่จะแต่งงาน ฉันเคยสับสนว่าจะแต่งงานดีไหม แต่หลังจากนี้ ฉันมั่นใจว่าคุณจะเป็นคู่ครองที่ดีแน่นอน คนเมาเขาไม่เสแสร้งใช่ไหม”

ผมมองเจ้าสาวของผมเต็มตา เธอเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุด และดีที่่สุดของผม ทำไมผมถึงรักเธอช้าอย่างนี้ อย่างที่เขาบอกว่า “ผู้ชายงี่เง่าเรื่องความรัก” จริง ๆ ผมนึกถึงที่เจ้านายผมบอกไว้ว่า ว่าชีวิตคู่ไม่ได้ใช้เหตุผล นั่นแหละถูกต้องแล้ว ชีวิตคู่ไม่ได้ใช้เหตุผลและก็ไม่ได้ใช้อารมณ์ด้วย รักเป็นคำง่าย ๆ คำเดียวที่ไม่ต้องอธิบายอีก แต่มันทำให้ชีวิตคู่สมบูรณ์ ไม่ว่างานแต่งงานจะวุ่นวาย สับสน เหนื่อยยากยังไง มีเราสองคนกับรักก็พอแล้ว

“ผมรักคุณนะ มิตร”

“ฉันก็รักคุณค่ะ เมทธ์” มิตรตอบคำ

ผมโน้มตัวกำลังจะจูบมิตร แต่คำของตาลุงขี้เมาแวบเข้ามาในหัว

“ไอ้หนุ่ม เอ็งเอาเต็มที่เลยนะ คืินนี้ ฮ่่า ฮ่า ฮ่า”

ไอ้ลุงบ้า ผมดันหัวเราะขึ้นมาเฉย ๆ มิตรสงสัยจึงถาม ผมก็เล่าเรื่องให้ฟัง

“ที่คุณหัวเราะนี่กลบเกลื่อน เพราะคุณเต็มที่ไม่ได้ใช่ไหมล่ะ” มิตรถาม

“นี่คุณท้าผมเหรอ”

“ใช่สิ แล้วจะทำไม ฉัน…”

เธอไม่ทันพูดจบ ผมก็ประกบริมฝีปากของตนเข้ากับมิตรอย่างนุ่มนวลแล้ว ในขณะที่มือของเราทั้งสองคนเริ่มปลดชุดของกันและกันอย่างช้า ๆ

------

ใครอ่านแล้วอยากแต่งงานยกมือขึ้น!


4 comments:

Nicha กล่าวว่า...

อะหุ อะหุ
ไม่ยักกะรู้ว่าพ่อหนุ่มตี๋ของเราเขียนอะไรทำนองน๊ด้วย
แต่ก็สนุกดีล่ะ เจ๋งๆ
มาเขียนเรื่องใหม่ๆซะล่ะ

ว่าแต่ เอ็งเคยมีประสบการณ์อย่างว่า (แต่งงาน แต่งงาน อย่าคิดไกล)มาแล้วเรอะ ละเอียดซะ

Jeep's space กล่าวว่า...

ชอบนะ เขียนสนุกดี
ไว้จะติดตาม ซีรีย์เรื่องต่อไป

ตอนจบ...ไปนิดอะพี่ตี๋

Ton กล่าวว่า...

เพิ่งได้มาอ่านนะเนี่ย
อ่านแล้วเคลิ้มดีเนอะ 55
เคลิ้มตอนจบ เอ้ย! ไม่ใช่และ

pawat กล่าวว่า...

เจ๋งว่ะ

รู้ป่ะว่าตอนจบของเรื่องนี้ เป็นตอนเริ่มต้นของวรรณกรรมใต้สะดืออีกหลายเรื่อง
ที่ปรากฎอยู่ตามเว็บใต้ดิน

ใครว่างก็ลองหาโอกาสไปอ่านวรรณกรรมแนวนั้นบ้าง