วันอังคารที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2550

วิวาห์ - ว่าด้วยยามที่ข้าพเจ้าเป็นเจ้าบ่าว (โดยสมมุติ) ตอนแรก

เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่เเขียนขึ้นโดยผู้เขียนสมมุติตัวเป็นเจ้าบ่าวในงานแต่งงานระหว่าง นางสาวนิรมิต กับนายปราเมทธ์ ทั้งนี้เรื่องส่วนใหญ่มาจากเหตุการณ์ที่ผู้เขียนสังเกตเห็น แต่มีบางส่วนเกิดจากจินตนาการของผู้เขียนเอง

“คู่บ่าวสาวยิ้มหน่อยครับ”

ผมฉีกยิ้มขึ้นอีกครั้งขณะกุมมือมิตร หรือ นิรมิต เจ้าสาวของผม ขณะถ่ายรูปกับแขกกลุ่มที่ เออ น่าจะสักห้าสิบหก หรือห้าสิบเจ็ด ผมต้องยิ้ม ๆ หุบ ๆ อย่างนี้มาห้าสิบหก หรือ ห้าสิบเจ็ดครั้งแล้ว เฮ้อ

“นี่ นี่ เมทธ์ ๆ ที่ถ่ายรูปกับเรานั่นญาติเมธหรือเปล่า” เจ้าสาวของผมถามเมื่อแขกกลุ่มนั้นเดินเข้าไปนั่งที่โต๊ะจีนแล้ว

“เปล่านี่ ผมนึกว่าญาติคุณซะอีก”

“อ้าว แล้วพวกนั้นใครล่ะเนี่ย”

แล้วเราสองคนก็หัวเราะพร้อมกัน เธอเป็นคนร่าเริงอย่างนี้เสมอ แต่ว่าวันนี้มิตรดูอิดโรยไปมากเหมือนกัน ก็เพราะไอ้งานแต่งงานนี่แหละที่เราต้องมาทำตามพิธีโน้นพิธีนี้ไปเรื่อยตั้งแต่เช้าแล้ว

“อูย” ผมโอดโอยพลางเอามือกุมเป้ากางเกง

“เป็นอะไรไป” มิตรถามผมด้วยความเป็นห่วง

“คือ ผม ปวดฉี่อ่ะ ตื่นเต้น เดี๋ยวต้องขึ้นเวทีแล้ว” ผมพูดอาย ๆ

“บ้าจริง ๆ ก็ไปเข้าห้องน้ำซะสิ มายืนบิดอยู่ได้” มิตรบอกผม

“ฝากรับแขกด้วยนะ”

แล้วผมก็วิ่งไปเข้าห้องน้ำอย่างรวดเร็ว ขณะที่ผมกำลังยืนปัสสาวะอยู่นั้น ผมก็นั่งนึกถึงมิตรขึ้นมา เฮ้อ คนรักเวลาเข้าห้องน้ำยังคิดถึงเลยนะเนี่ย จริง ๆ เลยนะเรา เมื่อเช้ากว่าจะเอาคณะขันหมากทะลุประตูเงิน ประตูทอง ประตูนาก ประตูหนัง ประตูพลาสติก และประตูสายอะไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นเชือกฟาง เข็มขัด หรือแม้กระทั่งสายยางที่ไอ้เพื่อนตัวกวนของผมหามากั้นให้ผมไปหามิตรไม่ได้ จนกว่าจะต้องเอาแบงก์สีม่วงยื่นไอ้พวกมันไป

“อะไรวะ อยากได้สีเทาอ่ะ ๆๆ” แน่ะ ยังไม่เลิก เดี๋ยวกรูศอกใส่หน้าให้สีแดงออกเลย

จนกระทั่งเข้าไปถึง ก็ต้องนั่งตัวขดตัวแข็ง ใส่ชุดไทยที่คันยิบ ๆ พับเพียบเรียบร้อยฟังพระเทศน์ จนได้มอบสินสอดทองหมั้น สวมแหวนอะไรเรียบร้อยแล้วนั่นแหละ ถึงได้เดินออกมาตักบาตรคู่กับเจ้าสาวของผมซะที

“นี่ มิตร ๆ คุณจะจับทัพพียังไง” ผมถามเธอขณะที่เรากำลังจัดเตรียมของขณะที่พระสงฆ์เริ่มเรียงแถวเข้ามาที่โต๊ะเตรียมบิณฑบาต

“หมายความว่าไง ก็จับอย่างนี้สิ” มิตรหยิบทัพพีขึ้นมาให้ผมดู

“ไม่ใช่ ๆ” ผมบอก “ผมไม่ได้หมายความว่างั้น คือ พ่อผมบอกว่า” ผมกระแอมแล้วทำเสียงเลียนพ่อผมซึ่งเหน่อแบบเมืองเพชรฯ “ถ้าเมียเอ็งจับทัพพีลึกกว่าเอ็ง ก็หมายความว่าต่อไปเอ็งต้องตกเป็นเบี้ยล่างเขา แต่ถ้าเอ็งจับทัพพีไว้สูงกว่า เอ็งก็เป็นใหญ่ในบ้าน”

“ทำไม เมทธ์ คุณกลัวฉันข่มคุณเหรอ”

“เปล่า ผมไม่อยากข่มคุณต่างหาก ก็คุณเป็นยอดรักยอดบูชา เป็นสุดเสน่หา..”

“พอแล้ว อ้วก ไว้คอยดูแล้วกัน”

พอพระสงฆ์มาถึง ผมก็หยิบทัพพีตักข้าวขึ้นมา แล้วรอดูว่าเธอจะจับทัพพีตรงไหน

มิตรจับมือผมแล้วตักข้าวใส่บาตรด้วยกัน

ผมรักเจ้าสาวคนนี้ที่หนึ่งเลย

“เฮ้ย นี่มันไอ้เจ้าบ่าวนี่หว่า หนีมายิงกระต่ายอยู่นี่เอง” ลุงแก่ ๆ คนหนึ่งตะโกนขึ้นในห้องน้ำ กลิ่นเหล้าคลุ้งมาเลย ขนาดงานยังไม่เริ่มนะเนี่ย

“ไอ้หนุ่ม เอ็งเอาเต็มที่เลยนะ คืนนี้ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ลุงคนนั้นเอามือมาตบไหล่ผมแล้วโยกตัวผมไปมาขณะที่ผมยืนเข้าซองอยู่ หยุดได้แล้ว
เดี๋ยวเลอะกางเกง และราวกับลุงได้ยินเสียงในใจผม ลุงก็เดินออกจากห้องน้ำพร้อมกับเสียงเอิ้ก ๆ

“เฮ้อ”

ผมล้างมือแล้วเดินกลับไปหาเจ้าสาวของผม งานแต่งงานนี่ช่างวุ่นวายจริง ๆ โดยเฉพาะไอ้งานเลี้ยงโต๊ะจีนเนี่ย มีแต่คุณลุงคุณป้ามาร่วมงาน จะสนุกสนานร่าเริง แดนซ์อะไรกันก็ไม่ได้ แถมพิธีการก็ยังยุ่งยาก แถมความน่ากลัวมันยังอยู่บนเวทีอีกต่างหาก หิวก็หิว เห็นเด็กเสิร์ฟแล้วยกอาหารเข้าไปแล้วก็แอบกลืนน้ำลายเอื๊อก ๆ

“ก็พ่อแม่ฉันอยากให้มีโต๊ะจีนนี่ เขาอยากชวนคนทั้งตลาดมากิน อาม่าฉันยังพ่อแม่ฉันบอกว่า” แล้วมิตรก็ทำเสียงแก่ ๆ หลังค่อม ๆ “ลูกลื้อจะแต่งงางเหรอ ลี ๆๆ อํ้วอยากกิงโต๊ะซีฟุก”

“โต๊ะซีฟุก? เป็นอะไรกับพระกระโดดกำแพงหรือเปล่า”

“ไม่ใช่ โต๊ะจีนซีฟู้ด” มิตรอธิบาย

“ถ้าผมจัดเองนะ ผมจะพาคุณไปจัดงานริมทะเล บรรยากาศเบา ๆ สบาย ๆ เปิดเพลงคลอไป เลี้ยงกันแต่หมู่คนสนิท ๆ เป็นบุฟเฟต์ ไม่ต้องพิธีอะไรมากมาย เสียงคลื่นสาดซา ๆ จากนั้นก็ไปนอนดูดาว”

“เอาน่า เมทธ์ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว แต่งแบบไหนก็เหมือนกันน่า” มิตรบอกผม

เฮ้อ ยังไงผมก็คงขัดใจเธอไม่ได้อยู่แล้ว ขณะที่เราคุยกันนั้นเอง ก็มีเด็กชายคนหนึ่งเข้ามาโดยมีคุณแม่ดุนหลัง คงอยากให้ลูกถ่ายรูปกับพี่ ๆ หน้าตาดีมั้ง ฮ่า ฮ่า ฮ่า

“พี่สาวสวยจัง” เด็กคนนั้นพูดขึ้น มิตรหน้าแดงเล็กน้อย ผมก็พลอยเขินไปด้วย ชักอยากมีลูกปากหวานอย่างนี้บ้างจัง

“ลุงหน้าแก่” แล้วไอ้เด็กเวรนั่นก็วิ่งตื้อหนีไป

“ไอ้..” หนอย ไอ้เด็กเลว หลอกหลีเจ้าสาวกรูเหรอ

“ใจเย็นน่า ลุง เอ้ย เมทธ์” มิตรล้อผมเล่น เล่นเอาผมอยากลงโทษโดยการตบด้วยริมฝีปาก

“เจ้าบ่าวเจ้าสาวเตรียมตัวขึ้นเวทีได้แล้วครับ”

เวลาขึ้นเขียงผมมาแล้ว ผมไม่เข้าใจจริง ๆ เลยว่าไอ้เวลาพิธีการของการแต่งงานมันมีไว้เพื่ออะไร เอาคนขึ้นมาถามว่าทำไมถึงชอบ จีบยังไง แล้วตบท้ายด้วยการจูบไม่ก็หอมแก้มโชว์ แล้วมันเรื่องอะไรที่กรูต้องไปสาธยายให้ลุงป้าน้าอาฟังด้วยล่ะโว้ย มิตรจับมือผมแน่นขึ้นแล้วเดินตรงไปยังเวทีด้วยกัน

ติดตามตอนจบได้ในโพสต์ครั้งต่อไป

2 comments:

sdanaipat กล่าวว่า...

แปลกดี คิดได้ไง สมมติให้ตัวเองเป็นเจ้าบ่าว
(blog ของเราอันนี้นะตี๋ guu.e-intania.com อันเก่าเลิกเขียนไปแล้ว)

Kaewta กล่าวว่า...

อารมณ์ไหนเนี่ย
อยากแต่งงานแล้วหรออำนวย
อิอิ