วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

กระต่ายหมายจันทร์ 2 - ว่าด้วยเรื่องของคนไม่มีปีก ตอนจบ

เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีที่ยานสปุตนิกขึ้นสู่วงโคจร ขอมอบเรื่องนี้ให้แก่ ยอด แชมป์ มิก ท้อปและเกี๊ยก รวมทั้งคนที่ฝันอยากจะบินทุกคน

“คุณพี่ ฉันไม่น่าให้ไอ้จ้อยมันทำยานเหาะอะไรของมันเลย” แม่ของจ้อยเอ่ยขึ้น

“ทำไมรึ แม่พิม” ป้าแดงของจ้อยถาม วันนี้แม่ของจ้อยมาพบป้าแดงถึงในตำหนัก

“ก็ฉันเห็นแล้วไม่สบายใจนี่ ตอนแรกฉันนึกว่ามันเพียงนึกครึ้มเล่นประสาเด็กไม่รู้จักโต สักพักมันคงจะเบื่อเลิกร้างไปเอง ที่ไหนได้ ตอนนี้มันกำลังพาบ่าวไพร่ไปซื้อเครื่องไม้เครื่องมือมาทำยานของมันแล้ว”

ป้าแดงเปิดโหลขนมแล้วหยิบขึ้นทาน พยักเพยิดตามแม่ของจ้อย
“แล้วอย่างไรล่ะ มันผลาญสตางค์แม่พิมไปเสียหลายอัฐหรือ”

“โถ เลี้ยงลูกคนเดียวฉันเสียอัฐเท่าใดก็ได้”

“ถ้าอย่างนั้นแม่พิมจะทำวลอะไรกับมันล่ะ ดีเสียอีก ฉันอยากเห็นเหมือนกัน ว่ายานเหาะมันจะเหาะได้จริงหรือเปล่า” ป้าแดงหัวเราะร่า

“แล้วถ้าเกิดยานเหาะชำรุดพังพาบลงคาดิน ไอ้จ้อยมิต้อง…”

“แม่พิมนี่ดูท่าจะแสนรักแสนหวงไอ้จ้อยเหลือเกิน มา ฉันจะพูดให้ฟัง” ป้าแดงพูด “เกิดมาเป็นคนในแผ่นดินสยามนี้นะแม่พลอย นับว่ามีบุญจากร่มโพธิสมภารของสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงแลบูรพกษัตริย์แต่ละพระองค์ คิดจะทำสิ่งใดก็ย่อมทำได้หากไม่ผิดจากทำนองคลองธรรม ที่ไอ้จ้อยมันคิดจะทำยานเหาะ นี่ก็เป็นอิสระของมัน ถึงแม่พิมจะแม่ของมัน แม่พิมก็ไม่สามารถริดรอนอิสระของมันได้ รักลูกนะแม่พิม ต้องรักลูกให้เป็นคนจริง ให้ลูกเป็นคนดีและมีอิสระ มิใช่รักลูกให้เป็นหุ่นกระบอก จะสั่งชักยักซ้ายย้ายขวาก็ทำได้ ส่วนไอ้จ้อยจะเป็นอย่างไรนั่น ก็สุดแท้แต่ตัวของมันเองเถิด”

“แต่ว่าฉันเป็นแม่นะ พี่แดง ฉันทำไม่ลงหรอก ที่จะปล่อยให้ลูกเป็นอะไรไปต่อหน้า”

“แม่พิม เธอเก็บคำของฉันไปคิดเถิด เลี้ยงลูกนั้นได้แต่เพียงกาย สุดท้ายทุกคนก็มีความคิดของตัวเองทั้งนั้น”

***

“แม่จ๋า แม่”

จ้อยวิ่งตึง ๆ เข้ามายังเรือนเห็นแม่กำลังนั่งเอนหลังอยู่บนเก้าอี้โยกอยู่นอกชาน จ้อยจึงตรงไปนั่งกับพื้นอยู่ข้าง ๆ

“แม่จ้ะ ตอนนี้ลูกทำยานเหาะเสร็จแล้ว ผ้าใบก็ขึงใส่โครงเสร็จ ตัวจักรยานทำจากไม้ที่ลูกติดไปกับยานก็เบากำลังดี แม่รู้ไหมว่าจักรยานนี้ช่วยให้ยานเหาะไม่โคลงง่าย แถมลูกยังติดกลไกเป็นหางเสือด้วยนา อันที่จริงลูกอยากทำเครื่องยนตร์อย่างฝรั่งแบบเบา เผื่อจะช่วยให้จักรยานหมุนเร็วขึ้น แต่ดูท่าจะไม่ทันการ เพราะเครื่องยนตร์อย่างนั้นต้องไปจ้างหล่อเหล็ก แถมยังหนักยานเสียเปล่า ถ้าวันไหนฝนตก อากาศคงจะปลอดโปร่งเสียหลายวัน เราออกไปกันนะแม่ ไปลองแล่นยานเหาะกันบนเขาสักแห่ง นี่ฉันตื่นเต้นจนใจเต้นไม่เป็นส่ำแล้ว อ้าว นั่น แม่เป็นอะไร”

แม่ของจ้อยน้ำตาไหลลงมาอาบแก้ม แม่เบือนหน้าไปทางอื่น

“แม่ของลูก เป็นอะไรไป”

จ้อยเข้าไปใกล้แม่ แล้วพยายามมองหน้าแม่ จนในที่สุดจ้อยก็เห็นแม่เต็มตา ตาของแม่แดงก่ำ น้ำตานองหน้า ในขณะที่ร่างของแม่กำลังสั่น แม่ของจ้อยโผเข้ากอดจ้อยแล้วร้องไห้โฮ

“จ้อย ลูกของแม่ แม่กลัว.. แม่กลัว แม่กลัวจะเสียลูกไป ฮือ”

จ้อยกอดแม่ในขณะที่แม่กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้น นานเท่าใดไม่รู้ได้ แม่ของจ้อยจึงร้องไห้เบาลง จ้อยจึงคลายกอดแม่ จับมือแม่แล้วเอ่ยขึ้น

“แม่จ้ะ แม่ทูนหัวของลูก ฟังจ้อยพูดเถิดนะ” จ้อยพูด “คนเราเกิดมานี้ นอกจากจะมีอาหาร มีหยูกยา มีที่หลับนอนแลเครื่องนุ่งห่มที่ช่วยหล่อเลี้ยงร่างกายแล้ว คนเราล้วนเกิดมามองหาจุดมุ่งหมายของชีวิต ลูกเรียกมันว่าความฝัน บางคนฝันอยากเป็นขุนน้ำขุนนาง บางคนฝันอยากเป็นทหารกล้า บางคนฝันอยากเป็นเจ้าสัว ลูกเองนั้นมีความฝัน เพียงแต่ความฝันของลูกมิได้ง่ายดายอย่างความฝันอื่น ๆ ถึงแม้ฝันของลูกดูจะเป็นไปไม่ได้ แต่มันยังเป็นความฝัน เป็นสุดยอดปรารถนาในชีวิตของลูก แม่จะปล่อยให้ลูกพลาดฝันของลูกไปหรือ”

“แต่จ้อย ลูกนั้นเป็นสุดยอดปรารถนาในชีวิตของแม่เช่นกัน แม่จะยอมให้ลูกตัวเองเสี่ยงชีวิตได้อย่างไร” แม่ของจ้อยบอก

“แม่ตรองดูเถิด หากลูกได้ลองทำตามฝันแต่ไม่สำเร็จ อย่างน้อยที่สุด ลูกก็ได้เกิดมามี “ชีวิต” เพราะลูกได้พิสูจน์แล้วว่าลูกมีความฝันจริง ๆ และถึงแม้ลูกต้องตายไป ลูกก็ไม่ได้ปล่อยให้ความฝันของลูกตายไปพร้อมกับตัวลูกเอง ฝันของลูกจะยังอยู่ต่อไปให้คนรุ่นหลังได้เห็น จริงอยู่ว่าหากลูกไม่ได้ลองทำความฝันของตน ลูกก็ย่อมมีชีวิตอยู่ตอ่ไป แต่ลูกไม่อาจมีชีวิตอย่างที่คนคนหนึ่งจะเป็นได้อีก ชีวิตที่ไม่มีความฝัน ก็คือชีวิตที่ไม่มีชีวิตสำหรับลูก หากแม่รักลูกสักนิด โปรดให้ลูกได้มี “ชีวิต” ต่อไปเถิด”

***

จ้อยนั่งอยู่บนยานเหาะของตนบนหน้าผาแห่งหนึ่ง มีเพียงบ่าวไพร่สองสามคนที่จะช่วยคุมให้ยานเหาะออกไป ส่วนแม่ของจ้อย ป้าแดง แลผู้คนที่รู้ข่าวต่างมาลูกหลานมารอชมการบินครั้งแรกของจ้อยบนพื้นด้านล่าง สรรพสำเนียงต่าง ๆ นานาบังเกิดขึ้นอยู่ใต้เท้าของจ้อย

“ฮ่า ไอ้เด็กนี่มันใจกล้าบ้าบิ่นดีนะ ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นคน”

“แต่ข้าว่ามันเกิดมาเสียทีเสียแล้ว เด็กอย่างนี้เลี้ยงเสียข้าวสุกเปล่า งานการไม่รู้จักทำ”

“ใช่ คนลอยฟ้าได้นี้มีทีี่ไหน ไม่ใช่เทพาอารักษ์เสียหน่อย คิดจะเหาะเหินเดินอากาศ”

“ฉันเคยได้ยินไอ้ฝรั่งหัวทองบอกว่า ของหนักกว่าอากาศมันลอยในอากาศไม่ได้ แล้วคนจะลอยได้อย่างไร”

“แล้วพวกเอ็งจะมาดู มาพูดทำไม ในเมื่อพวกเอ็งไม่เชื่อว่าไอ้เด็กคนนี้มันบินได้จริง ๆ”

“…”

“ก็มาสมน้ำหน้ามันไง สมน้ำหน้าในความโง่ของมัน”

“ฉันว่าไม่จริงหรอก ถึงเด็กนั่นจะบินไม่ได้ ฉันก็จะไม่สมน้ำหน้ามัน ถ้าเธอคิดดูถูกมันจริง ๆ เธอจะลดตัวมาดูเด็กนั่นบินทำไมตั้งไกล จริงไหม ฉันว่าอันที่จริงแล้ว มันมีอะไรบางอย่าง… ที่ทำให้ฉันอยากเห็นเด็กคนนี้บิน”

“เพราะว่าพวกเอ็งเชื่อว่าคนบินได้อย่างไรล่ะ ถึงแม้มันจะไม่น่าเชื่อแค่ไหนก็ตาม ทุกคนล้วนฝันว่าจะบินได้ แม้ว่าพวกเราอาจจะไม่ได้บินด้วยตัวเอง แต่ความฝันของเด็กคนนี้ทำให้พวกเราเห็นแล้วว่า อย่างน้อยความฝันที่จะบินยังมีในใจคนเสมอ”

จ้อยให้สัญญาณแก่บ่าวไพร่ที่อยู่เบื้องหลัง บ่าวคนหนึ่งจึงเดินเครื่องยนตร์พันเชือก ด้วยระบบรอกที่ติดไว้ริมผา เชือกป่านลากยานเหาะให้เริ่มวิ่งไปบนพื้นราบก่อนถึงหน้าผา ยานเหาะเริ่มแล่นเร็วขึ้นพร้อมกับใจของจ้อยที่เต้นระทึก จนกระทั่งยานเหาะใกล้หลุดจากขอบหน้าผา จ้อยจึงตัดเชือกป่านหน้ายานออกด้วยมีดอย่างฉับไว แล้วทันใดนั้น จ้อยและยานเหาะของลอยอยู่กลางอากาศ

ความรู้สึกของจ้อยนั่นยากจะบรรยายเพราะไม่เคยมีใครเลยที่ลอยอยู่บนอากาศโดยที่ไม่มีพื้นดินรองรับ มวลหมู่เมฆและดวงอาทิตย์ดูจะเขยิบเข้าใกล้จ้อยอย่างไม่น่าเชื่อ ในขณะที่ผู้คน ต้นไม้ แม่น้ำ และบ้านเรือนดูเล็กลงไปถนัดตา จ้อยรู้สึกได้ถึงลมแรงที่พัดผ่านปะทะหน้า และความว่างเปล่าใต้สองเท้าของเขา

“ฉันบินได้ ฉันบินได้แล้ว” จ้อยร้องออกมา เพราะกับน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว

ทันใดนั้น สิ่งที่จ้อยไม่อยากให้เกิดขึ้นก็บังเกิด ยานเหาะของจ้อยมีกำลังไม่พอที่จะขับตัวไปด้านหน้าได้ แม้ว่าจะใช้ระบบเชือกเร่งยานเหาะออกไปด้วยความเร็วสูงในตอนต้น ยานเหาะของจ้อยเริ่มแหงนหน้าขึ้นอย่างผิดปกติ จ้อยรีบกางแผ่นผ้าผูกเชือกทั้งสี่มุมแล้วผูกเชือกไว้กับตัวเตรียมพร้อมไว้ แล้วทั้งยานเหาะและจ้อยก็ร่วงลงมาจากฟ้า เสียงชาวบ้านด้านล่างกรีดร้องด้วยความตกใจ แผ่นผ้าที่กางออกกินอากาศพอสมควรแต่ไม่มากที่จะช่วยให้จ้อยลอยตัวอยู่ได้ จ้อยจึงกระแทกลงสู่พื้นพร้อมกับยานเหาะซึ่งพังพาบลงในที่สุด

***

“ฉันอยากจะบิน บินไปให้ถึงดวงจันทร์ ตาบอกกับฉันว่ามีกระต่ายหลายตัว ฉันอยากจะขอ ขอเอาไว้ในครัว จงอย่ามองมัวเลยนะ กระต่ายหมายจันทร์”

เด็กคนหนึ่งร้องรำทำเพลงไปมาในขณะที่ทุกคนในเรือนต่างเข้าห้องนอน เหลือเพียงแต่ตาของเด็กคนนั้นที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้อยู่นอกชานไม่ไกล ข่าวการบินถวายตัวพร้อมโปรยข้าวตอกดอกไม้ถวายพระพรชัยมงคลของหลวงศักดิ์ศัลยาวุธ แด่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวพาดหัวอยู่บนหนังสือพิมพ์วางอยู่ไม่ไกล คำครหาว่าคนบินไม่ได้จึงหายไปจากแผ่นดินสยามนับแต่นั้นมา คืนนี้ดวงจันทร์วันเพ็ญยังคงส่องสว่างอยู่เหนือคนทั้งสอง

“ตาจ้ะตา ตาว่ามีกระต่ายบนดวงจันทร์จริงหรือเปล่า” เด็กคนนั้นถามตา

“มีสิ เอ็งไม่เห็นเหรอ อยู่นั่นไง” ตาชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้า เด็กคนนั้นหยีตามองแล้วเอ่ยขึ้น

“แต่ตาจ้ะ ถึงตาเห็นกระต่าย แต่ตาก็จับมันไม่ได้อยู่ดี แล้วตารู้ได้อย่างไรว่ากระต่ายอยู่บนดวงจันทร์จริง ๆ”

ตาเผลอลูบขาที่เสียจากอุปัทวเหตุครั้งนั้น แล้วยิ้มเล็กน้อย “แล้วเอ็งจับมาให้ข้าได้ไหมล่ะ”

“ถ้าฉันบินได้นะ ฉันจะไปจับมาให้ตาเลย แต่คนไม่มีปีกจะบินไปถึงดวงจันทร์ได้หรือ”

“ได้สิ” ตาหลับตาลงเอนหลัง แล้วลืมตามองดวงจันทร์อีกครั้ง ราวกับฝัน ตาเห็นเงาของเครื่องบินผ่านดวงจันทร์แวบหนึ่ง จ้อยยิ้มแล้วบอกกับหลานของตน “คนบินไปดวงจันทร์ได้แน่”

อ้างอิงข้อมูลบางส่วนจาก http://www.brainyquote.com/quotes/authors/l/leonardo_da_vinci.html
http://intranet.m-culture.go.th/suphanburi/suwanprateep.html

3 comments:

ยอด กล่าวว่า...

conantee = จ้อย = ตา = old Q.E.D.

555

Jeep's space กล่าวว่า...

เท่ดี ชอบๆ
คลาสสิค(โบราณ)เล็กๆ แล้วแนวดี

ชน กล่าวว่า...

เราชอบที่แกเลือกแต่งเรื่องสมัยก่อนอะ
ท้าทายมาก เพราะว่าแกยังไม่เกิด (หรือเกิดแล้ว ฮ่าๆ)
โดยรวมเราชอบมากอะ
ลึกซึ้งดี :D