วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

บนซากยานเหาะของจ้อย - ว่าด้วยสิ่งที่หลงเหลือใน “กระต่ายหมายจันทร์”

ก่อนที่จะมาคุยกันเรื่องที่ว่าทำไมถึงเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา ขออธิบายรายละเอียดของเรื่องก่อนแล้วกัน

- เรื่อง “กระต่ายหมายจันทร์” เป็นเรื่องแต่่ง อิงประวัติศาสตร์ (อย่างอ่อน ๆ) ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 ถึง 6 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ดังนั้น ตาของจ้อย แม่ของจ้อย จ้อย ป้าแดง หลานของจ้อย และผู้คนที่มาดูการบินของจ้อยจึงไม่มีจริง และการบินครั้งแรกของคนไทยในประวัติศาสตร์ไทยนั้น ไม่ใช่การบินของจ้อย

- เพลง “กระต่ายหมายจันทร์” ที่อยู่ในเรื่อง เป็นเพลงที่เราได้เรียนในคาบลูกเสือ ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รังสิต คำว่า “กระต่าย” แปลได้ทั้ง กระต่าย ที่เป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง และ กระต่าย ที่เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับขูดมะพร้าว (ในเพลงนี้ มีการเล่นคำว่า กระต่าย ในสองความหมาย คือ กระต่ายหมายจันทร์ เป็นกระต่ายที่เป็นสัตว์ แต่กระต่ายที่ขอไปไว้ในครัว คือ กระต่ายเป็นเครื่องครัว)

- ในสมัยเด็กและวัยรุ่นของจ้อย เป็นสมัยแผ่นดินของรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ หรือที่ประชาชนเรียกพระองค์ว่า สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ในสมัยนั้นเริ่มมีเทคโนโลยีตะวันตกเข้ามาอย่างแพร่หลาย ทั้งนี้ จักรยาน เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีของยุคนั้น โดยในสมัยก่อน ความเจริญมักมาจากในเขตรั้ววัง ป้าแดง ซึ่งเป็นท่านท้าวฯ (คือ นางผู้มีหน้าที่ปรนิบัติรับใช้เจ้านายและเชื่้อพระวงศ์) ของเสด็จฯ (ในที่นี้คือ นางสนมในสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง) จึงเป็นคนแรก ๆ ในประเทศไทยที่ได้ขี่จักรยาน ข้อมูลทั้งหมดได้มาจากนวนิยาย เรื่อง สี่แผ่นดิน ของหม่อมราชวงค์คึกฤทธิ์ ปราโมช

- การบินครั้งแรกของคนไทย ตามหลักฐานแล้วเกิดขึ้น ในปี พ.ศ. 2454 ในแผ่นดินรัชกาลที่ 6 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (8 ปีหลังจากการบินครั้งแรกของสองพี่น้องตระกูลไรท์) โดยพระยาเฉลิมอากาศ (บรรดาศักดิ์สมัยนั้น คือ หลวงศักดิ์ศัลยาวุธ) ได้ทดลองขึ้นบินกับฝรั่งเมื่อครั้งที่มีการแสดงบินที่สนามม้าสระปทุม หลังจากนั้นหลวงศักดิ์ศัลยาวุธจึงได้ไปศึกษาต่อด้านการบิน และได้บินถวายตัวพร้อมโปรยข้าวตอกดอกไม้ถวายพระพรชัยมงคลใน 2 ปีต่อมา นั่นคือยุคหลังจากจ้อยประสบอุบัติเหตุและมีครอบครัวแล้ว ข้อมูลทั้งหมดได้มาจาก http://intranet.m-culture.go.th/suphanburi/suwanprateep.html


ที่นี้ก็มาถึงเรื่องที่ว่า ทำไมถึงเขียนเรื่อง “กระต่ายหมายจันทร์” ขึ้นมา

เรื่องก็มีอยู่ว่า ในชีวิตของเรารู้จักใครหลาย ๆ คนที่มีความฝันอยากจะบิน ไม่ว่าจะบินบนชั้นบรรยากาศหรือบินเหนือชั้นบรรยากาศก็ตาม เลยได้ความประทับใจเกี่ยวกับเรื่องของการบินอยู่มากมาย ถ้าจะให้คุยกันก็คงเป็นวัน เอาเป็นว่า จุดประกายเรื่องนี้จริง ๆ ก็คงเป็นตอนที่ไปดูสารคดี In the shadow of the moon (ถ้าจำชื่อไม่ผิดนะ) กับยอดที่เอ็มไอที เป็นสารคดีเกี่ยวกับการเดินทางไปดวงจันทร์ ไม่ต้องบรรยายอะไรมาก เอาเป็นว่าดูแล้วน้ำตาคลอ ประทับใจที่ได้เป็นหนึ่งในมวลมนุษยชาติ (เว่อร์ไปหน่อยนึง) หลังจากนั้นก็มีความคิดอยากจะเขียนเรื่องอะไรสักอย่างเกี่ยวกับการบิน แล้วยอดอีกนั่นแหละ ก็ส่งลิ้งก์ของ Time เกี่ยวกับ 50 ขาขึ้นขาลงของยุคอวกาศนับจากที่ดาวเทียมสปุตนิกขึ้นสู่วงโคจรเมื่อห้าสิบปีที่แล้วมาให้ (ใครสนใจตามไปดูที่ http://www.time.com/time/specials/2007/0,28757,1664897,00.html) บวกกับไปเจอ quote ของ ดาวินชีในโปสการ์ดของร้านหนังสือมหาวิทยาลัย (ที่เขียนไว้ตอนเริ่มเรื่อง) เลยถึงเวลาที่เราต้องเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาในที่สุด

เรื่องนี้เวลาเขียนก็คิดอะไรไว้หลาย ๆ อย่าง แต่คิดไปคิดมาก็มาลงตรงที่คำถามที่ว่า คนไทยเคยคิดจะบินหรือเปล่า ก็ลองหาทางอินเตอร์เนตก็พบว่า ตามหลักฐานแล้ว คนไทยคนแรกบินโดยขึ้นเครื่องบินไปกับฝรั่งเมื่อสมัยรัชกาลที่ 6 แต่ไม่มีหลักฐานอื่นใดเลยที่พบว่า คนไทยเคยลองทำ “ยานเหาะ” ของตนเอง เราเลยเดินเรื่องให้จ้อยเป็นคนไทยคนแรกที่กล้าลองทำยานเหาะในสมัยรัชกาลที่ 5 แต่ไม่สำเร็จ จนกระทั่งเครื่องบินฝรั่งเข้ามาในสมัยรัชกาลที่ 6 บรรยากาศของเรื่องพยายามเลียนแบบจากเรื่องสี่แผ่นดิน เพราะเป็นเรื่องที่อ่านแล้วเห็นภาพความเป็นอยู่ในยุคนั้นมากที่สุด (จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไมแม่ของจ้อยจึงชื่อ พิม นั่นเพราะเรายืมชื่อแม่พลอยในเรื่องสี่แผ่นดินเป็นแบบ)

สิ่งที่อยากบอกในเรื่องจริง ๆ คือว่า การทำความฝันให้เป็นจริงมันไม่ได้สำคัญที่ว่ามันจะสำเร็จหรือไม่ แต่สำคัญที่ว่าเราเลือกที่จะทำ (หรืออย่างน้อยพยายามที่จะทำ) มันหรือเปล่า ถึงแม้ว่าจ้อยจะทำยานเหาะไม่สำเร็จ แต่อย่างน้อยจ้อยก็ได้ชื่อว่าเป็นคนหนึ่งที่เป็นคนจริง มันอาจจะฟังดูเลื่อนลอยที่ว่า ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ แต่อย่างน้อย เราก็สร้างเครื่องบินที่หนาแน่นกว่าอากาศได้ และเราก็ไปดวงจันทร์มาแล้ว (ดังที่ตาของจ้อยและจ้อยคาดไว้) หากในส่วนลึกของเราเชื่อว่า ฝันของเราเป็นไปได้ และไม่เดือดร้อนใคร ก็อย่าลังเลที่จะลองสักครั้ง

อย่าลังเลที่จะเป็นจ้อย ถึงแม้ยานเหาะของจ้อยจะพังพาบลง

เพราะอย่างน้อยที่สุด บนซากยานเหาะของจ้อยยังมีความภูมิใจและความฝัน ที่ยังคงสวยงามเสมอ

3 comments:

pawat กล่าวว่า...

โอววววว

เพิ่งมีข่าว กองทัพอากาศไทย ทำเครื่องบินเอง
ตามไปดูได้ใน www.thaiflight.com

รู้สึกจะเป็นเครื่องบินฝึก ลำเล็ก ๆ แต่ก็ยังดีวะ
เร็ว ๆ นี้จะมีฝูงของอินเดียมาโชว์ที่ดอนเมือง
ทั้งฝูงเป็นเครื่อง jet made in India
น่าภูมิใจแทนแขกมันจริง ๆ
เมื่อไหร่ึคนไทยจะทำได้บ้างวะ

ยอด กล่าวว่า...

^
^

คนไทยไม่ทำเครื่องบินหรอก มันธรรมดาไป :P

Nicha กล่าวว่า...

โอ้ว ตี๋ มันเยี่ยมมาก
แกควรจะไปเป็นนักเขียน พูดจริงๆ
ดีมากๆ ชอบมากๆ
ไม่อยากเชื่อว่ากรูเป็นเพื่อนคนเขียน :)
ยิ่งฉากหลังอยู่ในสยามประเทศสมัยก่อนนะ หูยยย เจ๋ง

ตอนแรกก็ว่ามันงงๆหน่อย เพราะเราดันไปอ่านตอนจบก่อน(เบ๊อะ!!) แล้วมันดันมีจุดที่เชื่อมต่อกัน เพราะเรื่องมันวนลูป เอิ๊กๆ
แต่ก็ยังงอยู่ว่า ตาของจ้อยก็เคยลองบินมาแล้วเหรอ
สรุปว่าความบ้าบิน(และบ้าบิ่น)นี่มันอยู่ในยีนนะเนี่ย เอิ๊กๆ

พูดถึงลีโอนาร์โด ดาวินชี เราเคยไปชมพิพิธภัณฑ์เค้าที่อยู่ในฝรั่งเศส (ช่วงปั้นปลายชีวิตเค้ามีบทบาทมากใน Court ฝรั่งเศส) อยากให้แกมาเที่ยวมั่ง เมืองตูลูสที่เราอยู่ก็เป็นเมืองศูนย์กลาง aeronautics ของยุโรป น่าเสียดายที่ชั้นไม่ค่อยจะสนใจเรื่องเทือกนี้ว่ะ ถ้าเป็นแกมาอยู่ก็คงจะดี