คืนนี้เป็นเวลาห้าทุ่มกว่า วันที่ 31 ธันวาคม 2550 ผมตื่นขึ้นมาเนื่องจากผมนอนไม่หลับ อันที่จริงผมน่าจะบอกว่าผมข่มตานอนไม่หลับมากกว่า ตอนนี้เพื่อน ๆ ของผมต่างออกไปจากมหาลัยโคลัมเบียเพื่อไปร่วมงานนับถอยหลังสู่ปีใหม่ตั้งแต่เจ็ดชั่วโมงที่แล้ว ผมลุกขึ้นจากพื้นที่ผมนอนด้วยความหิวพลางมองหาของกินในห้อง แต่ว่าในตู้เย็นมีเพียงนมที่เหลือนิดหน่อย กับซีเรียลรสจืด เขาบอกกันว่าวันปีใหม่เป็นวันแห่งการฉลองมิใช่หรือ ถ้าอย่างนั้นผมจะออกไปฉลองกับตัวเองแล้วกัน ผมลุกขึ้นไปล้างหน้าแล้วแต่งตัวใส่เสื้อกันหนาว แล้วเดินออกไปหาร้านอาหารตามถนนบรอดเวย์หน้ามหาวิทยาลัย
****
“ขนาดแมคโดนัลด์ยังปิดเลยเหรอวะ”
ผมสบถกับตัวเอง ร้านแมคโดนัลด์ที่เปิด 24 ชั่วโมงยังปิดสำหรับคืนข้ามปีไปตั้งแต่เวลาหนึ่งทุ่ม ร้านรวงอื่น ๆ ต่างก็ปิดเพื่อฉลองให้วันปีใหม่ มันก็แค่วันหนึ่งเท่านั้นเอง ผมกลับไปกินนมกับซีเรียลอย่างที่ผมทำบ่อย ๆ ก็ได้ ทันใดนั้น ผมก็เห็นร้านโชห่วยเก่า ๆ ร้านหนึ่งเปิดอยู่ ทั้ง ๆ ที่ร้านแฟรนไชน์ใหญ่ ๆ อย่าง rite aid กับ duane reade ยังหยุดปีใหม่ แต่ร้านนี้ก็ยังคงขายของต่อไป ชายแก่คนหนึ่งกำลังนั่งเฝ้าร้านดูทีวีซึ่งกำลังถ่ายทอดการนับถอยหลังปีใหม่ที่ไทม์สแควร์ เขาคงเป็นอีกคนที่ต้องอยู่คนเดียวในคืนนี้ ผมเดินเข้าไปในร้านเพื่อหาซื้อของกินเพิ่มอีกนิดหน่อย
“ทั้งหมดแปดเหรียญสามสิบเจ็ดเซนต์” ชายแก่คนนั้นบอกผม
ผมหยิบแบงก์สิบเหรียญยื่นให้ชายแก่คนนั้น ชายคนนั้นยื่นเงินทอนกับถุงขนมและน้ำผลไม้ให้ผม
“ไม่ไปเคาท์ดาวน์เหรอ” ชายแก่คนนั้นถามผมขณะที่ตายังคงจ้องมองไปทางทีวี
“ไม่หรอกลุง” ผมบอกชายคนนั้น “ผมไม่ชอบทำอะไรไร้สาระ”
“แล้วทำไมเคาท์ดาวน์ถึงไร้สาระล่ะ”
“เพราะว่ามันไม่มีประโยชน์ไงล่ะลุง จะไปยืนทำไมตั้งหกเจ็ดชั่วโมง เพื่อรอเวลาแค่วินาทีเดียว” ผมบอก
ลุงเจ้าของร้านขายของละสายตาจากโทรทัศน์มาสบตาผม
“แล้วการยืนรอเวลาเพียงหนึ่งวินาทีนี่ทำไมมันถึงไม่มีประโยชน์ล่ะ” ลุงถามอีก
ท่าทางลุงเจ้าของร้านคนนี้คงจะเป็นนักปรัชญา หรือไม่ก็เคยเรียนวิชาบังคับที่มหาวิทยาลัยแห่งเมืองชิคาโก ไม่ก็มหาวิทยาลัยโคลัมเบียแน่ ๆ ถ้าอย่างนั้นผมคงจะต้องให้ข้อโต้แย้ง (argument) ที่ชัดเจนแบบที่อาจารย์ผมบอก
“ก่อนอื่นเลยนะลุง การที่เราสมมุติเวลาช่วงหนึ่งขึ้นมาให้มันมีความสำคัญขึ้นมามากกว่าเวลาช่วงอื่น จะทำให้เราเห็นคุณค่าของเวลาช่วงอื่น ๆ ลดลง ตัวอย่างง่าย ๆ คือ นักเรียนส่วนใหญ่มักจะบ่นตอนกลับจากหยุดปีใหม่ ทำให้เรารู้สึกแย่กับเวลาที่เหลือแม้ว่าจะได้เวลาดี ๆ ในปีไหม่ซึ่งสั้นและถูกปรุงแต่ง การเคาท์ดาวน์ก็เป็นหนึ่งในการสมมุติช่วงเวลาหนึ่งเหมือนกัน
“อย่างที่สอง การเคาท์ดาวน์ทำให้เกิดผลเสียมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นการใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลือง กำลังตำรวจที่ใช้ในงานก็เพิ่มขึ้นทั้งที่ไม่มีความจำเป็น อาชญากรรมเยอะขึ้น คนที่ไปชุมนุมกันก็สุขภาพเสีย มีทั้งคนสูบบุหรี่ แย่งกันหายใจ รถพยาบาลต้องคอยมาช่วย การจราจรติดขัด เงินลงทุนในการเคาท์ดาวน์ก็เยอะ แทนที่จะได้ไปใช้เพื่อส่วนรวม กลายเป็นเงินเข้ากระเป๋าบริษัทที่มาโฆษณาร่วมงานเคาท์ดาวน์อีก
“อย่างสุดท้ายก็คือ ถ้าการเคาท์ดาวน์มีสาระจริง ๆ ทำไมยังมีคนอย่างผมที่ไม่เห็นสาระของมัน”
ลุงเจ้าของร้านนิ่งมองไปทางประตูหน้าร้านที่ยังคงปิดสนิทกั้นความเหน็บหนาวภายนอกไว้
“มันมีสาระเพราะไอ้นี่ล่ะมั้ง” ลุงหยิบถุงกระดาษถุงหนึ่งขึ้นมา ไวน์แดงขวดไม่เล็กไม่ใหญ่นอนนิ่งอยู่ในถุง “มีคนเอามาให้ลุงเพราะตอนแรกเขาจะฉลองอยู่ในบ้าน แต่ดันมีเพื่อนชวนไปเคาท์ดาวน์ เขาเลยเอามาให้ลุง”
ขณะที่ลุงเจ้าของร้านกำลังเอื่้อมมือไปหยิบแก้วด้านหลังเคาน์เตอร์ หญิงคนหนึ่งพาลูกชายตัวเล็กอายุไม่น่าจะเกินสิบขวบมาด้วย เธอและเด็กคนนั้นเลือกขนมกับเครื่องดื่มจำนวนหนึ่ง
“สวัสดีปีใหม่จ้ะ เด็กน้อย” ลุงเจ้าของร้านบอกเด็กคนนั้น “ดึกแล้วยังไม่นอนอีกเหรอ”
“ผมจะอยู่เคาท์ดาวน์” เด็กชายคนนั้นบอก “แม่ของผมบอกว่ามันเป็นเวลาที่ทุกคนอยู่ด้วยกัน ผมก็ต้องอยู่ด้วย”
“หนูเป็นเด็กดีมาก” ลุงเจ้าของร้านชมแล้วเอาหมวกปาร์ตี้แถมให้เด็กชายคนนั้น เด็กน้อยคนนั้นยิ้มด้วยความดีใจ พอแม่และเด็กชายคู่นั้นกล่าวขอบคุณและออกไป ผมก็พูดออกมา
“ไม่เห็นจริงเลย ที่เด็กนั่นบอกน่ะ” ผมบอก
“คุณเป็นนักเรียนต่างชาติหรือเปล่า” ลุงเจ้าของร้านถามผมไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
“ช ใช่ ทำไมเหรอ”
“ผมรู้แล้วล่ะว่าทำไมคุณถึงไม่เชื่อเวลาปีใหม่เป็นเวลาที่ทุกคนอยู่ด้วยกัน เพราะคนที่คุณอยากอยู่ด้วยไม่ได้อยู่กับคุณ” ลุงเจ้าของร้านขายของบอก “ถ้าเกิดคนที่คุณอยากอยู่ด้วยชวนคุณไปเคาท์ดาวน์ คุณจะไปหรือเปล่า”
“เอ่อ” ผมไม่กล้าตอบในทันที
“แล้วคุณคิดว่า คนที่ไม่เหลือคนที่อยากอยู่ด้วย เขายังจะคิดว่าวันปีใหม่เป็นวันที่ไร้สาระหรือเปล่า”
“เอ่อ คงอย่างนั้นมั้ง”
“คุณผิดแล้วล่ะ” คุณลุงคนนั้นบอก “เพราะผมคือตัวอย่างขัดแย้ง (counter-example)” คุณลุงเจ้าของร้านบอก “ตอนนี้ผมอยู่คนเดียว ผมไม่มีครอบครัว แต่ผมก็ยังชอบวันปีใหม่ เพราะมันเป็นวันที่กองไฟรอบตัวนั้นอบอุ่นที่สุด”
“กองไฟ?” ผมเอ่ยขึ้นเชิงถาม
“ใช่ ทุกคนล้วนเป็นกองไฟ ที่มอบความอบอุ่นให้แก่กัน แต่คุณรู้ไหม คนมักจะกลัวที่จะมอบความอบอุ่นให้กับคนอื่นโดยเฉพาะคนแปลกหน้า แต่พอถึงวันปีใหม่ทุกคนกลายเป็นเหมือนเพื่อนกัน คำว่าสวัสดีปีใหม่แม้บางคนจะพูดลอย ๆ แต่มันก็เป็นความอบอุ่นเบา ๆ ที่ทำให้ใครบางคนอยู่ต่อไปได้ ยิ่งตอนเคาท์ดาวน์เนี่ยนะ ความอบอุ่นยิ่งมาก ทุกคนกลายเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างไม่น่าเชื่อ บางคนคิดว่าการเห็นคนอื่นมีความสุขเป็นเรื่องน่าอิจฉา แต่จริง ๆ มันชวนให้เราอิ่มใจตามมากกว่า กองไฟมันชวนให้ร้อน แต่ถ้าเรามองมันดี ๆ มันก็อุ่นได้ และยิ่งคนที่โดดเดี่ยวอย่างผม ความสุขของผมก็คือ การได้รับความอบอุ่นเล็กน้อยจากเหตุการณ์สั้น ๆ นี้ และการได้ให้ความอบอุ่นกับคนที่ผ่านไปผ่านมาซื้อของในร้านวันสิ้นปี อย่างเด็กน้อยคนนั้น” ลุงเจ้าของร้านอธิบาย
“ส่วนที่คุณถามว่าทำไมคุณถึงไม่เห็นคุณค่าของวันปีใหม่ อาจจะเป็นเพราะว่ากองไฟของคุณอาจจะเย็นไปหน่อย สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับคน ๆ หนึ่งนะคุณ อาจจะเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่สำหรับคนอีกคนก็ได้ ทุกอย่างมันย่อมมีข้อดีข้อเสียอยู่แล้ว แต่ถ้ามันทำให้ใครอีกหลายคนมีชีวิตอยู่ต่อไปด้วยความหวังและความสดใส มันก็ไม่ได้มากไปมิใช่หรือ” คุณลุงเจ้าของร้านเปิดขวดไวน์รินใส่แก้วสองใบ ยื่นใบหนึ่งให้ผม
“ช่วยเติมความร้อนในตัวคุณไง” คุณลุงคนนั้นพูดพลางหัวเราะ
ผมเติมน้ำผลไม้ลงไปเพราะผมไม่ดื่มไวน์เพียว ๆ ไม่ทันไรบนหน้าจอโทรทัศน์ก็เริ่มถ่ายทอดการนับถอยหลัง
“ห้า สี่ สาม สอง หนึ่ง” ผมเผลอนับตามในใจโดยไม่รู้ตัว
ผมกับลุงเจ้าของร้านชนแก้วแล้วดื่ม ความรู้สึกวาบในลำคอและท้องทำให้ผมรู้สึกอุ่นขึ้น
“สวัสดีปีใหม่” ลุงเจ้าของร้านบอกผม
“สวัสดีปีใหม่” ผมเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม
---
ปล. เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่ง ด้วยหัวข้อที่ว่า “ถ้่าหากเราไม่ได้ไปไทม์สแควร์กับเพื่อน ๆ” คืนข้ามปีของเราจริง ๆ เราไปเคาท์ดาวน์ที่ไทม์สแควร์ นิวยอร์ก มา เป็นประสบการณ์ที่เรียกว่า ครั้งหนึ่งและครั้งเดียวในชีวิต
ปปล. ขอโทษด้วยที่ปล่อยให้เรื่องนี้ค้างเติ่งจนเลยปีใหม่มาหลายวันแล้ว
ปปปล. แนวคิดเรื่อง กองไฟ มาจากการ์ตูนเรื่อง hesheit ของ วิสุทธิ์ พรนิมิตร
5 comments:
ใจคอจะไม่ไป countdown อีกหรอ?
สงสัยลุงแกจบจาก U Chicago มาแน่ๆเลย
Core แข็งแรงมาก
ไม่ได้แวะมานานเลย ชอบอ่ะ
เด๋วจะแวะมาอ่านบ่อยๆ (ถ้านายเขียน)
สวัสดีตี๋ นี่เอี่ยมนะ
เราเพิ่งรู้ว่าตี๋มี blog จาก space ของโดมล่ะ
เราคิดว่า style การเขียน blog ของเรากับนายคล้ายๆกันเลยนะ แต่เราว่าของนายเจ๋งกว่าตรงที่ใส่จินตนาการได้เยอะกว่ามากมาย (เราคิดว่าสมองเรายังเหมือนขวดแก้วของ วินทร์ เลียววาริณ life in a day แหละ) อยากมีจินตนาการบรรเจิดบ้างล่ะ อีกอย่่าง ดูนายจะขยันกว่าเราด้วย
แล้วจะคอยติดตามผลงานนะ...
ขอบคุณนะค่ะ
แสดงความคิดเห็น