การเติบโตทางเศรษฐกิจพัฒนากำลังใจมนุษย์หรือไม่? (ต่อ)
โดย David G. Myers, Ph.D.
เราได้พิจารณาความฝันของชาวอเมริกันในการได้มาซึ่งความร่ำรวยและความอยู่ดีมีสุข โดยเปรียบเทียบประเทศที่ร่ำรวยและยากจน รวมถึงคนรวยและคนจนไปแล้ว ยังเหลือคำถามสุดท้ายคือว่า เมื่อคิดเทียบเวลาที่ผ่านมา ความสุขนั้นเพิ่มขึ้นตามความร่ำรวยหรือไม่?
คำตอบคือไม่ คนที่ถูกรางวัลสลากกินแบ่งนั้นมีความสุขจากการถูกรางวัลแต่เป็นเพียงความสุขเพียงชั่วคราว (8) เมื่อมองกลับไป พวกเขารู้สึกยินดีที่ถูกรางวัล และความเคลิบเคลิ้มเป็นสุขก็ยังไม่ได้หมดลง แต่จริงที่แล้ว มันอาจส่งผลให้กิจกรรมที่ทำให้เรามีความสุขก่อนหน้านั้น ดูจะให้ความสุขน้อยลง เมื่อเทียบกับการถูกรางวัลเป็นล้านเหรียญแล้ว ความสุขธรรมดา ๆ นั้นกลายเป็นความจืดชืดไป
แม้ว่าจะน่าตระหนกน้อยกว่าการถูกรางวัล แต่การขึ้นเงินเดือนแบบก้าวกระโดดนั้นก็ยังเพิ่มกำลังใจของเรา ได้เพียงชั่วหนึ่งเท่านั้น "แต่ในระยะยาว" Inglehart หมายเหตุไว้ "ไม่ว่าจะเป็นไอศกรีมสักโคนหรือรถใหม่หรือแม้กระทั่งการเป็นคนรวยและมีชื่อเสียง ก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกดีเช่นเดียวกับที่เราเคยรู้สึก... ความสุขไมใช่ผลจากความร่ำรวย แต่เป็นแค่ผลชั่วคราวจากการที่เรารวยขึ้นเมื่อไม่นานก่อนหน้านั้น"(9) การวิจัยของ Ed Diener ยืนยันว่าคนที่มีรายได้เพิ่มขึ้นในช่วงนานเกินกว่าสิบปีไม่ได้มีความสุขกว่าคนที่รายได้ไม่ได้เพิ่มขึ้น ดังนั้นความมั่งมีจึงดูเหมือนกับการมีสุขภาพแข็งแรง คือ ถึงแม้ว่าหากเราไม่มีมันเลย ก็จะทำให้เกิดทุกข์ แต่การที่มีมันไว้ไม่ได้การันตีว่าเราจะมีความสุขเสมอไป
ความสุขนั้นไม่ใช่ เรื่องของการได้มาซึ่งสิ่งที่เราต้องการ เสมอไป แต่เป็น เรื่องของความต้องการในสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว มากกว่า
นั่นคือความเจ็บปวดของการทำให้ชีวิตง่ายขึ้นซึ่งเป็นความเจ็บปวดเพียงระยะสั้นเท่านั้น
พูดถึงเรื่องดังกล่าว ความเจ็บปวดเนื่องจากการทำให้ชีวิตให้ง่ายขึ้นอาจเป็นเพียงความทุกข์ในระยะสั้นเท่านั้น Robert Frank นักเศรษฐศาสตร์แห่ง Cornell University มีประสบการณ์ในเรื่องดังกล่าว:
เมื่อครั้งยังเป็นเด็กหนุ่มเพิ่งจบมาจากมหาวิทยาลัย ผมรับตำแหน่งเป็น Peace Corps Volunteer ในเขตชนบทของประเทศเนปาล บ้านที่มีห้องเพียงห้องเดียวของผมไม่มีไฟฟ้า ไม่มีเครื่องทำความร้อน ไม่มีห้องน้ำในตัว และไม่มีประปา อาหารท้องถิ่นนั้นมีเพียงไม่กี่อย่างและดูจะไม่มีเนื้อสัตว์เลย… ถึงอย่างนั้น แม้ว่าสภาพความเป็นอยู่ในเนปาลนั้นน่าจะตกใจในตอนแรก แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในประสบการณ์ที่ผมได้รับคือ ความรวดเร็วในการที่สภาพดังกล่าวกลับกลายเป็นความปกติ ภายในไม่กี่สัปดาห์ ผมไม่ได้รับรู้ความยากจนอีกต่อไป จริง ๆ แล้วเงินเดือน 40 ดอลลาร์ต่อเดือนของผมยังมากกว่าเงินที่คนอื่นได้ในหมู่บ้านอีก และนั่นทำให้ผมรู้สึกถึงความสำเร็จที่ผมได้สัมผัสอีกในอีกหลายปีต่อมา(10)ความสามารถของมนุษย์เราในการปรับตัวนั้น ช่วยอธิบายว่าทำไม ถึงแม้จะมีความอิ่มเอมใจจากชัยชนะและความทุกข์ระทมจากเหตุการณ์ร้ายแรง คนถูกรางวัลและคนที่เป็นอัมพาตมักจะกลับไปสู่ระดับความสุขที่มีอยู่ก่อนแล้ว และนั่นยังอธิบายด้วยว่าทำไมความต้องการทางวัตถุจึงสามารถบอกถึงความไม่รู้จักพอ เช่น ทำไม Imelda Marcos ผู้อาศัยอยู่ในความงดงามท่ามกลางความขาดแคลนในฟิลิปปินส์ จึงสามารถซื้อรองเท้ามากเกินกว่าที่เธอจะสามารถใส่ได้หมด เมื่อผู้เป็นเจ้าของตกอยู่ในอำนาจของการเป็นเจ้าของมากเกินไป คนคนนั้นจะไม่สามารถควบคุมระดับการปรับตัวได้อีกต่อไป
ทุกวันนี้เรามีความสุขมากขึ้นหรือไม่?
เราอาจสงสัยว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ความสุขโดยรวมนั้นลอยตัวสูงขึ้นตามกระแสเศรษฐกิจหรือไม่ ทุกวันนี้ เรามีความสุขมากกว่าในช่วง ค.ศ. 1940 ยามที่สองในห้าของครัวเรือนไม่มีฝักบัวหรืออ่างอาบน้ำ ความร้อนส่วนใหญ่ยังได้มาจากเตาเผาไม้หรือถ่านหิน 35 เปอร์เซนต์ของครอบครัวยังไม่มีห้องน้ำ หรือเปล่า?(11) หรือพิจารณาปี ค.ศ. 1957 เมื่อนักเศรษฐศาสตร์ John Galbraith แทบจะบรรยายอเมริกาว่าเป็นสังคมแห่งความมั่งคั่ง รายได้ของชาวอเมริกันในตอนนั้น เมื่อเทียบกับดอลลาร์ในปัจจุบันแล้วยังมีค่าน้อยกว่า 8000 ดอลลาร์ ในขณะที่ปัจจุบันรายได้เฉลี่ยนั้นมากกว่า 16,000 ดอลลาร์ นั่นต้องขอบคุณค่าแรงจริงที่เพิ่มขึ้นในช่วงทศวรรษของ ค.ศ. 1970 และรายได้นอกเหนือจากค่าแรงที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งการจ้างงานสตรีที่เพิ่มเป็นเท่าตัว ดังนั้น เมื่อเทียบกับ ค.ศ. 1957 แล้ว เราจึงอยู่ใน "สังคมแห่งความมั่งคั่งแบบเท่าตัว"--ซึ่งเงินสามารถซื้อทุกอย่างได้เป็นสองเท่า ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ต่อคน และยังไม่ต้องพูดถึงเตาไมโครเวฟ โทรทัศน์สีจอใหญ่ คอมพิวเตอร์ประจำบ้าน และเงิน 2 แสนล้านดอลลาร์ต่อปีที่หมดไปกับร้านอาหารและบาร์ ที่มีค่าเป็นสองเท่าครึ่งของที่เราใช้ไปกับร้านอาหารในช่วงปรับตัวภาวะเงินเฟ้อใน ค.ศ. 1960 (12) นับตั้งแต่ ค.ศ. 1960 ถึง ค.ศ. 1990 เปอร์เซนต์ของอุปกรณ์ที่เราใช้เพิ่มขึ้นดังต่อไปนี้
* เครื่องล้างจานเพิ่มขึ้นจาก 7 เป็น 45 เปอร์เซนต์
* เครื่องอบผ้าสูงขึ้นจาก 20 เป็น 69 เปอร์เซนต์
* เครื่องปรับอากาศทะยานขึ้นจาก 15 เป็น 70 เปอร์เซนต์.(13)
เมื่ออ่านโฆษณาทางจดหมายไม่นานนี้ ภรรยาของผม Carol ได้สังเกตว่า "คุณรู้ไหมว่าอะไรกำลังจะเป็นธุรกิจใหญ่ในตอนนี้? คำตอบก็คือสัมภาระสำหรับเก็บสัมภาระของคุณ" ระบบเก็บรักษาสิ่งของขายดีในย่านเพื่อนบ้านของเราที่เป็นบ้านอายุนับร้อยปี ทั้งนี้เป็นเพราะบ้านเหล่านี้ถูกสร้างด้วยความเชื่อที่ว่าการเก็บของเข้าตู้นั้นไม่จำเป็น ในขณะที่เราต้องมีการจัดชั้นเพื่อเก็บสมบัติที่สะสมไว้
ดังนั้น เมื่อเราต้องรักษาวิธีจัดวางดังกล่าว เราต้องสร้างบ้านให้ใหญ่ขึ้น โดยใน ค.ศ. 1966 จำนวนบ้านใหม่ถึง 22 เปอร์เซนต์นั้นมีพื้นที่มากกว่า 2,000 ตารางฟุต และใน ค.ศ. 1994 จำนวนดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 47 เปอร์เซนต์.(14) นี่ไม่ใช่ยุคสมัยสำหรับจิตวิญญาณมนุษย์เลย
ดังนั้น ด้วยความเชื่อที่ว่าเงินที่เพิ่มขึ้นทีละนิดเพิ่มความสุขให้เราทีละหน่อย และด้วยการที่เราเห็นว่าฟันเฟืองของความมั่งคั่งได้ดันตัวขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดเกือบสี่ทศวรรษที่ผ่านมานั้น เรามีความสุขมากขึ้นหรือไม่?
คำตอบคือ เราไม่ได้มีความสุขมากขึ้น ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1957 ตัวเลขจาก the University of Chicago's National Opinion Research Center บอกว่า จำนวนของคนที่ "มีความสุขมาก" ลดลงจาก 35 เป็น 30 เปอร์เซนต์ ถึงจะรวยขึ้นสองเท่า แต่ความสุขลดลงในระดับหนึ่ง อันที่จริงแล้ว ในช่วงระหว่าง ค.ศ. 1956 ถึง ค.ศ. 1988, เปอร์เซนต์ของคนอเมริกาที่บอกว่าตนนั้น "พอใจใช้ได้กับสถานภาพทางการเงินในปัจจุบัน" นั้นลดลงจาก 42 เป็น 30 เปอร์เซนต์.(15)
นอกจากนี้ เรายังจมอยู่ในความทุกข์โดยสิ้นเชิงบ่อยขึ้น ในบรรดาชาวอเมริกันที่เกิดตั้งแต่สงครามโลกที่ 2 นั้น ความเศร้าสลดเพิ่มขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ นั่นคือ สิบเท่า รายงานโดย Martin Seligman นักวิจัยคลินิกแห่ง University of Pennsylvania.(16) คนอายุยี่่สิบห้าปีทุกวันนี้มีแนวโน้มที่จะนึกถึงเวลาในชีวิตที่สิ้นหวังและหมดกำลังใจมากกว่าปู่ย่าตายายวัย 75 ปี แม้ว่าปู่ย่าตายายของพวกเขาต้องทรมานเป็นเวลาหลายปีจากความโกลาหล ตั้งแต่ขาหักไปจนถึงความทุกข์ตรมเนื่องจากความหดหู่ นักวิจัยหลายคนต่างถกเถียงถึงขอบเขตที่แท้จริงของความหดหู่ที่เพิ่มขึ้น แต่ไม่ว่าเราจะนิยามความหดหู่ว่าอย่างไร สิ่งที่พบนั้นยังคงยืนยันว่า วัยรุ่นและผู้ใหญ่สมัยนี้แม้จะเติบโตขึ้นท่ามกลางความมั่งคั่ง แต่กลับมีความสุขโดยรวมน้อยลง และมีโอกาสเสี่ยงกว่ามากที่จะเกิดความหดหู่ ทั้งนี้ยังไม่ได้นับอัตราการฆ่าตัวตายของวัยรุ่นที่เพิ่มขึ้นเป็นสามเท่า และอาการพยาธิวิทยาทางสังคมอื่น ๆ ที่เราได้ศึกษามา ไม่มีวัฒนธรรมใดที่รวมความสุขสบายทางกายเข้ากับความยากเข็ญทางจิตได้ เราไม่เคยรู้สึกว่ามีอิสระ และไม่เคยรู้สึกว่าคุกของเราล้นเกินไป เราไม่เคยซาบซึ้งคำว่าความพอใจ หรือมีแนวโน้มจะเป็นทุกข์เมื่อสูญเสียความสัมพันธ์กับผู้อื่นเลย
และนี่คือยุคสมัยที่ดีที่สุดในแง่ของวัตถุ หรือ "ยุคสมัยของความโอหังและละโมบอย่างใหญ่หลวง” ดังที่ Garrison Keillor สังเกต (17) แต่ไม่ใช่ยุคสมัยที่ดีที่สุดสำหรับจิตวิญญาณมนุษย์ William Bennett ผู้ที่แม้จะไม่วิจารณ์เศรษฐกิจแบบตลาดเสรี แต่ก็เป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่รู้ถึงความไร้ประโยชน์ของเศรษฐศาสตร์ที่ปราศจากศีลธรรม และเงินที่ปราศจากความผิดชอบชั่วดี "แม้เราจะมีการจ้างงานเต็มที่และมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น - แม้เราจะมีเมืองอันเต็มไปด้วยทองและแร่มีค่า--แต่หากลูกหลานของเราไม่เคยเรียนรู้ว่าจะก้าวเดินอย่างไร
ไปบนเส้นทางของความดี ความยุติธรรม และความเมตตา เมื่อนั้น ผลงานของชาวอเมริกันทั้งมวล ไม่ว่าจะชุบทองตบแต่งอย่างไร ก็ถือว่าล้มเหลวแล้ว"(18)
ข้อสรุปนั้นน่าตระหนก
แล้วเราจะหลีกเลี่ยงข้อสรุปชวนตกตะลึงที่ว่า การพัฒนาในช่วงสี่ทศวรรษที่ผ่านมาไม่ได้เป็นไปพร้อมกับความอยู่มีดีสุขในเชิงจิตวิทยาที่เพิ่มขึ้น เพียงเล็กน้อยมาก ได้อย่างไร นอกจากนี้ ข้อสรุปดังกล่าวยังเป็นจริงเหมือนกันในประเทศแถบยุโรป และญี่ปุ่น รายงานโดยนักเศรษฐศาสตร์ Richard Easterlin.(19) ตัวอย่างเช่นในประเทศอังกฤษ การเพิ่มขึ้นอย่างเฉียบพลันของเปอร์เซนต์ครัวเรือนทีี่มีรถยนต์ ระบบทำความร้อนส่วนกลาง และโทรศัพท์นั้นไม่ได้สัมพันธ์กับความสุขที่เพิ่มขึ้นเลย ข้อสรุปนั้นน่าตระหนก เพราะมันทำลายฐานความคิดวัตถุนิยมในสังคมของเราโดยสิ้นเชิง การเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศที่มั่งคั่งไม่ได้ก่อให้เกิดแรงส่งเสริมกำลังใจมนุษย์ที่เห็นได้ชัดเลย
David G. Myers เป็นศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา ณ Hope College, Holland, Mich. บทความนี้ตัดตอนมาโดยได้รับอนุญาตจากผู้เขียน จากหนังสือซึ่งกำลังจะออกวางตลาดชื่อว่า The Consuming Passion บรรณาธิการโดย Rodney Clapp (InterVarsity Press 1997). ศาสตราจารย์ Myers ยังเป็นผู้เขียนเรื่อง The Pursuit of Happiness: Who is Happy, and Why (Avon 1993).
4 comments:
Thank for this awesome article.
have you ever read the book named "the art of happiness"?
it's written by an american psychologist while he was in contact with Dalaï Lama. I have learnt a lot about the nature of "happiness"
well, it has something to do with money but the essentiel is from our mind.
Really, Tee, read this.
I suggest you as strongly as when i suggested you to read the Sophie's world
Miss you aand hope youu are fine
幸福,Happiness, is a choice you only one can choose to make. It is a state of being only one can create. YOu.
What makes you happy? Love? Money? Music? Sports? Partying? Religion? Clearly, there is no simple, universal formula for happiness.
So, how they get THISSSSSSSSSS HA?
world happiness
Still, Thailand, the land of smile, get in the middle.
ขอบคุณมาก ๆ นะครับ
แสดงความคิดเห็น