วันเสาร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ยุทธจักร - ว่าด้วยเรื่องของความว่างเปล่า (ตอนแรก)

ขอมอบเรื่องนี้ให้กับ น้องนิก สำหรับนิยายกำลังภายในที่เป็นแรงบันดาลใจให้พี่ รีบ ๆ เขียนตอนใหม่ได้แล้ว

หมายเหตุ: หนึ่ง ขอบคุณพี่พงศ์ สำหรับคำแนะนำเกี่ยวกับชื่อจีน หากชื่อผิดเพี้ยนประการใด นับว่าเป็นความผิดของคนเขียนอย่างเดียว เพราะดันอ่านตัวพินอินที่พี่เขาให้มาไม่รู้เรื่อง --"
สอง ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมถึงมีตอนจบตามมาทันที เพราะสงสารคนอ่านที่ไม่ชอบ to be continued
สาม บทประพันธ์ในช่วงท้ายของตอนแรก เป็นของจางจื๊อ จากหนังสือ "อิฐ" ของนิ้วกลม แนะนำให้ไปอ่าน สำหรับคนที่อยากโดนชกสมองจนไอเดียกระฉูด

“นายท่านครับนายท่าน เชิญนั่งด้านนี้ครับ”

ข้าตอบรับเสียงเรียกด้วยการเดินไปที่โต๊ะที่เสี้ยวเอ้อนำทางข้าไป เมื่อนั่งลงแล้ว เสี่ยวเอ้อถามข้าว่า

“จะรับอะไรดีท่าน”

“จงเอาเหล้านารีแดงมาให้ข้าสิบไหอย่าชักช้า วันนี้ข้าจะเซ่นบิดาข้าด้วยเหล้าและเลือด”

เสี่ยวเอ้อมองข้าด้วยสายตาประหวั่นพรั่นพรึง ข้าจึงตอบด้วยสายตาเย็นยะเยือก เสี่ยวเอ้อรีบตะลีตะลานวิ่งไปขนเหล้านารีแดงด้านหลังร้าน ข้าสอดสายตาไปมาเพื่อหาศัตรูของข้า ในที่สุดข้าก็เห็นมัน เวลาสิบปีที่ผ่านมาคงทำให้มันเสพสุขในลาภยศ สรรเสริญจากความโฉดชั่วที่มันทำต่อพ่อข้าอย่างเต็มที่ เสียงหัวเราะร่าเริงของมัน พร้อมกับครอบครัวและคนในพรรคที่กำลังกินโต๊ะกันอย่างสำราญทำให้เลือดของข้าเดือดพล่าน วันนี้จะเป็นวันตายของมัน

เหล้านารีแดงสิบไหถูกนำมาวางบนโต๊ะของข้าแล้ว ผู้คนในร้านต่างเบนสายตามายังข้าด้วยความฉงน สรรพเสียงจอแจในโรงเตี๊ยมเงียบลงในบัดดล ข้ายกเหล้าไหแรกขึ้นกรอกใส่ปากจนหกรดเปียกเนื้อตัวและบริเวณโดยรอบ รสร้อนราวกับจะทะลวงทุกสิ่งซึมซาบเข้าไปในทุกอณูของร่างข้า ไหแล้วไหเล่า สติของข้าแทนที่จะพร่าเลือนกลับแจ่มชัด ข้ารู้ว่าข้าต้องการอะไร ข้าต้องการปลิดชีวิตอ้ายเดนมนุษย์นั่น

“ด…ดูนั่นสิ” เสี่ยวเอ้อร้องขึ้น

เหล้าในร่างแดงก่ำของข้ากลายเป็นไอออกมาตามผิวหนัง เหล้าที่หกเลอะโดยรอบก็ระเหยหายไปหมด พวกสุนัขรับใช้ที่พอมีฝีมือเริ่มสัมผัสได้ถึงกระแสพลังของข้าก็ชักอาวุธขึ้น ศัตรูของข้าลุกขึ้นจากที่นั่งและพาลูกเมียหลบไว้เบื้องหลัง เมื่อเหล้าไหที่เก้าหมดลง ข้าก็โยนเหล้าไหที่สิบขึ้นสู่เบื้องบน

ลี่เซิ่นห่าว วันนี้ข้า โจวเชียงหลง มาเอาชีวิตเจ้าเซ่นวิญญาณพ่อข้า”

ไม่ทันที่ไหเหล้าจะคืนจากจุดสูงสุด ข้าก็ซัดปราณจากฝ่ามือกระแทกไหเหล้าแตกเป็นเสี่ยงคว้างอยู่กลางอากาศ เหล้าที่สาดลงมามิทันตกถึงพื้นก็ระเหยไปสิ้น ข้าสะบัดฝ่ามือปลดปล่อยพลังปราณ ขับเอาเศษไหเหล้าพุ่งเข้าหาเหล่าลิ้วล่อบาดเจ็บลมตายล้มลงมาก เหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องของอ้ายสารเลวพุ่งเข้ามาหมายรุมจ้วงแทงข้าด้วยกระบี่ ข้าจึงพลิกตัวกระโดดหลบฉากออกไปนอกร้าน พวกมันตามติดข้าออกมาจนถึงลานโล่งใต้ต้นไม้ใหญ่ ข้าหยุดอยู่ตรงใต้ต้นไม้แล้วหันไปเผชิญหน้ากับพวกมัน อ้ายสารเลวลี่เซิ่นห่าว เดินมาถึงลานแล้วกล่าวว่า

โจวเชียงหลง ที่ข้าต้องฆ่าพ่อเจ้าเพื่อดำรงไว้ซึ่งความสงบสุขของยุทธจักร ข้าไม่มีทางเลือก หากเจ้าให้สัญญาว่าจะไม่มาข้องแวะกับสำนักและตระกูลของข้า ข้าจะไว้ชีวิตเจ้า”

“หึ อ้ายโจรสาธารณ์ หมดเวลาเห่าของเจ้าแล้ว เตรียมคอไว้รอให้ข้าตัดเสียเถิด” ข้าบอก

“สามหาว ปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม ข้าจะสั่งสอนเจ้าเอง” ศิษย์น้องของลี่เซิ่นห่าว ร้องแล้วพุ่งเข้ามาพร้อมกับเหล่ามือกระบี่ ข้าวางมือบนต้นไม้ใหญ่แล้วซัดปราณออกไป ใบไม้ทุกใบจากเปราะบางกลับกลายเป็นแข็งแกร่ง ปลิดลงจากขั้วก้านพุ่งใส่ศัตรู มือกระบี่ทั้งหลายต่างใช้วิทยายุทธปัดป้องใบไม้เป็นพัลวัน

นี่เป็นเพียงตัวล่อเท่านั้น นักบู๊อ่อนหัดเหล่านั้นยังไม่รู้จักเคล็ดวิชาของข้า พลังจากความว่างเปล่า

***

“ท่านเหลียงฟ่ง” ข้าร้องตะโกนจนเสียงแหบแห้งแต่ไม่มีใครตอบรับ ข้าในวัยเจ็ดปีหลงอยู่ในหุบเขาประหลาดมาสามวันแล้ว “ได้โปรดออกมาพบข้าเถิด ท่านพ่อของข้าสั่งไว้ว่า หากท่านพ่อเป็นอะไรไป ให้ข้ามาท่านเหลียงฟ่ง บัดนี้ท่านพ่อถูกโจรชั่ ลี่เซิ่นห่าว ฆ่าตายแล้ว ได้โปรดออกมาพบข้าด้วยเถิด ข้าต้องการแก้แค้นให้ท่านพ่อ ข้าต้องการแก้แค้นให้ท่านพ่อ…” ข้าตะโกนเรียกท่านเหลียงฟ่งจนกระทั่งหมดแรงสลบไป

เมื่อข้าตื่นขึ้นมา ข้าก็ได้พบกับชายชราคนหนึ่งที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งในตัว แม้ว่าร่างกายของท่านจะเหี่ยวย่นราวกับผ่านเวลามาชั่วกัลป์ แต่ดวงตาของท่านกลับใสราวกับแก้วที่เพิ่งตกผลึก และทั้ง ๆ ที่ท่านมีไม้เท้าข้างตัว แต่ไม้เท้ารวมทั้งเท้าของท่านแทบไม่แตะพื้นด้วยซ้ำ ท่านเหลียงฟ่งเรียกข้าออกไปนอกห้องพัก

“ท่านเหลียงฟ่ง ข้าต้องการแก้แค้นให้ท่านพ่อ” ข้าบอกท่านเหลียงฟ่ง

ราวกับท่านไม่ได้ยินเสียงของข้า ท่านเหลียงฟ่งเพียงผายมือออกไปทิวทัศน์เบื้องหน้าแล้วถามว่า

“ลูกเอ๋ย เจ้าเห็นอะไรบ้าง”

“ข้าต้องการแก้แค้นให้ท่านพ่อ ท่านเหลียงฟ่งโปรดสั่งสอนวิชาให้ข้าไปแก้แค้นด้วย”

“ลูกเอ๋ย เจ้าเห็นอะไรบ้าง” ท่านเหลียงฟ่งทวนคำโดยระดับเสียงเดิม

ข้าจำต้องมองทิวทัศน์เบื้องหน้าอย่างเสียไม่ได้

“ข้าเห็นเพียงสายน้ำตกไหลมาสู่เบื้องล่าง” ข้าบอกท่านเหลียงฟ่ง

“ไยเจ้าไม่เห็นเบื้องล่างลอยขึ้นกระทบสายน้ำเล่า” ท่านเหลียงฟ่งเอ่ยขึ้น แล้วถามต่อว่า “ลูกเอ๋ย เจ้าเห็นอะไรในน้ำบ้าง”

ข้าก้มลงไปมองพบว่าน้ำนั้นใสเห็นถึงก้นบึ้ง ไม่พบว่ามีสิ่งใดอยู่ในน้ำเลย

“ข้าไม่พบสิ่งใด ท่านเหลียงฟ่ง”

“ไยเจ้าไม่เห็น ‘ความไม่มีสิ่งใด’ อยู่ในน้ำเล่า” ท่านเหลียงฟ่งเอ่ยขึ้น

ข้ามองท่านเหลียงฟ่งด้วยความมึนงง ท่านเหลียงฟ่งจึงกล่าวว่า

“มีกับไม่มี เกิดขึ้นด้วยการรับรู้

ยากกับง่าย เกิดขึ้นด้วยความรู้สึก

ยาวกับสั้น เกิดขึ้นด้วยการเปรียบเทียบ

สูงกับต่ำ เกิดขึ้นด้วยการเทียบเคียง

เสียงดนตรีกับเสียงสามัญ เกิดขึ้นด้วยการรับฟัง

หน้ากับหลัง เกิดขึ้นด้วยการนึกคิด

หรือแท้จริงแล้ว ดี-เลว, ตะวันออก-ตะวันตก หามีอยู่ไม่?”