วันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ฝันเฟื่อง - ว่าด้วยเรื่องเล่น ๆ ที่อาจเป็นจริง ๆ (ตอนจบ)

หมายเหตุ: ขอโทษที่หายไปนาน คราวนี้อ่านให้จุใจไปเลย (ยาวมาก ค่อย ๆ อ่านก็ได้) ครั้งต่อไปเตรียมพบกับ Lecture series สไตล์ชิคาโกนะ

อยากบินได้

ตั้งแต่รู้ตัวว่ามนุษย์บินไม่ได้ด้วยร่างกายของเราเพียงอย่างเดียว ก็รู้แล้วว่าเราต้องพึ่งโดราเอมอนเสียแล้วล่ะ 555 ตอนเด็กสนใจคอปเตอร์ไม้ไผ่มาก แต่พอไป ๆ ก็เริ่มตระหนักได้ว่ามันคงดึงคอเราหลุดก่อนที่จะยกตัวเราขึ้นไปได้แน่ เลยเลิกสนใจไป พอได้ยินว่ามีบอลลูน ก็คิดถึงบอลลูนพาเราลอยไป จนไปถึงยุคหนังอวกาศ ก็คิดถึงจรวดติดหลังทำแบบกระเป๋าสะพาย หลัง ๆ เรียนเรื่องแรงโน้มถ่วง ก็ลามไปจนถึงเครื่องหยุดแรงโน้มถ่วง จะได้ลอยได้สบาย ๆ แล้วค่อยลากเครื่องหยุดแรงโน้มถ่วงตามไป ทุกวันนี้ไม่ค่อยได้เรื่องพวกนี้แล้ว แต่ถ้าเรียนจบกลับมาแล้วว่างจัด ไม่มีเรื่องอะไรจะวิจัยจริง ๆ อาจจะมานั่งคิดของพวกนี้ก็คงน่าสนุกไม่เบา ทำยังไงคนถึงจะบินได้ แบบบินเดี่ยว ไม่ต้องใช้เครื่องยนต์เกะกะ อืมมม ถ้าทำอย่าลืมเรื่องการจราจรในอากาศด้วย บินชนกันคงแย่

อยากเป็นพระเอกหนังจีนตอนถูกซัดฝ่ามือจนกระอักเลือด

อันนี้จะทำยังไงดี ตอนเด็ก ๆ ก็เคยเล่นแกล้งล้มลงกับพื้นแล้วก็ร้อง เอื้อ อ๊อก เหมือนกับโดนซัดฝ่ามือจริง ๆ ผิดไปนิดเดียวตรงที่ตัวเองไม่ได้เป็นพระเอกหนังจีน --“ อ้อ เคยวาดกำแพงบ้าน แล้วก็สมุด หนังสือเรียน หนังสือเรียนพิเศษ เป็นเรื่องต่อสู้ด้วยนะ แต่จะไปสมัครเป็นดาราก็คงไม่ไหวแล้ว เอาเป็นว่าดูหนังจีนไปพลาง ๆ ก่อนแล้วกัน

อยากเป็นครู

อันนี้แหละเป็นฝันที่ดูจะเป็นรูปเป็นร่างมากที่สุดแล้วมั้ง ฉายแววเป็นครูมาตั้งแต่เด็ก ชอบสอน ชอบตอบคำถาม รวมทั้งชอบตอบทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้ถามเรา 555 อาจารย์ที่สวนกุหลาบฯ รังสิตเล่าให้เราฟังว่า ตอนเราอยู่มอหนึ่ง มีรุ่นพี่มอสามมาถามเลขอาจารย์ เรายังสอดเข้าไปตอบแทนอาจารย์เลย เหอ ๆ ตอนอยู่มหิดลวิทย์ฯ สอนพี่ช่วยน้อง สอนติวเตรียมสอบค่าย สสวท. แม้กระทั่งจบไปแล้วก็ยังมาสอน มีความสุขตอนที่ทำให้คนที่เรียนไม่รู้เรื่อง งงเป็นไก่ตาแตก แล้วมาร้องอ้อในตอนท้าย ลองคิดดูสิ ถ้ามีคนคนหนึ่งเป็นคนฉลาดที่สุดในโลก แล้วคุณเป็นคนที่สอนเขามากับมือล่ะ เจ๋งกว่ากันขนาดไหน แต่ตอนนี้เรายังนับตัวเองว่าเป็นครูไม่ได้ เพราะยังไม่เคยตั้งใจกับการสอนจริง ๆ จัง ๆ ซักที ไว้เรียนจบกลับมาเป็นอาจารย์คงต้องลองซักตั้ง ตอนนี้ตักตวงความรู้ประสบการณ์ไปก่อน

อยากเป็นนักบินอวกาศ เจ้าหน้าที่นาซ่าประจำภาคพื้นดิน และนักบินพาณิชย์

อันนี้เป็นฝันที่บางครั้งก็ดูบางเบา แต่บางครั้งก็ดูหนักแน่นอย่างไม่น่าเชื่อ คิดดูและกัน เป็นเด็กเป็นเล็ก หัดเข้าเว็บนาซ่า 555 เข้าไปหาว่าทำยังไงถึงจะได้เป็นนักบินอวกาศ ช่วงหลัง ๆ รู้ว่าไม่มีทางเป็นนักบินอวกาศได้ (เพราะวิ่งวันละ 5 กิโลคงไม่ไหว) เลยแวบไปดูส่วนอื่น พวกนักดาราศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ สมัครรับข่าว รับรูป นานาสารพัด ถ้าจะพูดเรื่องความคิดโกอินเตอร์ก็มาจากเรื่องนี้แหละ ไม่แค่ไปต่างประเทศ แต่จะไปต่างดาวเลย ว่าไปนั่น จำได้ว่าเคยเห็นใบสมัครงานของนาซ่าด้วย พอตอนมอสอง ได้ยินเรื่องเกี่ยวกับภาคการบินของวิศวฯ เกษตร ไม่ได้คิดอะไรเลย ลุยโลด ลองไปด้อม ๆ มอง ๆ คณะเขา พอเจอพวกพี่ ๆ ที่นั่นเขาก็ถามว่ามาทำอะไร อยู่ชั้นไหนแล้ว ก็หลอกไปว่าอยู่มอห้า กำลังเตรียมตัวเลือกคณะอะไรอย่างนี้ ไอ้ที่หนักคือเขาดันเชื่อ เหอ ๆ หน้านำอายุไปก่อนสามปี (วันก่อนไปสอนหนังสือเด็ก เขานึกว่าเรียนจบปริญญาตรีแล้ว ฮือ) แต่เรื่องทุกอย่างก็ไปจบลงตรงที่เรารู้ตัวว่าไม่ชอบพวกงานช่าง คุมเครื่องจักร อะไรพวกนี้ เลยล้มเลิกไป ถึงตอนนี้ เป็นนักเรียนทุนรัฐบาลแล้ว ก็หมดสิทธิ์ไปสอบเป็นนักบินพาณิชย์ไปเรียบร้อย ความฝันเรื่องนี้จากหนักแน่นจึงบางเบา เหลือแต่ความชอบเป็นงานอดิเรก ทุกวันนี้ยังอ่านนิตยสารเกี่ยวกับการบิน แล้วก็พับเครื่องบินเล่น บางทีนะบางที…

อยากเป็นนักเขียนชื่อดัง

อันนี้ถ้าเล่ากันเต็ม ๆ ก็จะยาวมาก ถ้าเอาสั้น ๆ ก็คือ เขียนเรื่องมาเยอะแล้ว แต่ยังไม่ดัง 555 ครั้งเดียวที่เคยส่งโรงพิมพ์คือ เขียนแก๊กการ์ตูนส่งมหาสนุก ได้ไปรษณียบัตรหนึ่งใบบอกว่าลองส่งมาใหม่แล้วกัน จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ส่งเรื่องอะไรอีกเลย มีแต่เขียนให้เพื่อน ๆ อ่านกัน (อย่างที่อ่านในบลอกนี่แหละ) มีหลายเรื่อง หลายแนว ทั้งเรื่องสั้น นิยาย การ์ตูน และเพลง(!?!) ที่เป็นรูปเป็นร่างที่สุดก็คือ ระบบเรื่องสั้นของนายอำนวย ที่ตอนนี้คิดพลอตไปสิบกว่าเรื่องแล้ว แต่ว่าเขียนไปได้แค่สี่ อันนี้เริ่มเขียนเมื่อตอนเข้าค่ายโอลิมปิกตอนมอห้า อีกอันก็คงเป็นเรื่อง Private Eye ที่เป็นเรื่องของนักสืบธรรมดาผู้ต่อกรกับองค์กรยาเสพติดสุดชั่วร้ายแห่งยุค เป็นไตรภาค แต่เขียนจบไปภาคเดียว ล่าสุดกำลังมีโครงการสุดอลังการ แต่คงยังไม่ได้เอามาให้อ่านกันเร็ว ๆ นี้ ไว้เป็นรูปเป็นร่างกว่านี้ค่อยเอามาอวดกัน ส่วนเรื่องเขียนหนังสือหนา ๆ เป็นมหากาพย์ ยังหาหัวข้อดี ๆ ไม่เจอ ระหว่างนี้ก็อ่านบทความในบลอกก่อนแล้วกัน

อยากเป็นนักฟิสิกส์รางวัลโนเบล

โห ยากสุด ๆ แค่จะเป็นนักฟิสิกส์ยังคางเหลืองเลย ตอนนี้เอาแค่เป็นนักฟิสิกส์ คิดอะไรใหม่ ๆ ได้ก็เจ๋งแล้ว ทุกวันนี้ยังไม่มีความรู้สึกว่าเราจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ดีได้เลย รู้สึกว่าเราเป็นคนที่ไม่ค่อยมีความคิดสร้างสรรค์สักเท่าไหร่ เบลอ ๆ ใช้ชีวิตแบบเรียนหนีตาย คือ เรียนให้พอสอบผ่าน ยิ่งเรียนยิ่งรู้ว่ามีอะไรอีกมากมายที่เราไม่เคยรู้ แม้กระทั่งอะไรที่เราเรียนแล้วรู้สึกว่าเข้าใจ มันยังมีเบื้องหลังลงไปอีก แต่ไม่นานมานี้ที่มหาลัยเราก็มีนักฟิสิกส์รางวัลโนเบลเพิ่มมาใหม่อีกคนแล้ว เป็นคนญี่ปุ่น ทำเกี่ยวกับฟิสิกส์ทฤษฎี หลัง ๆ ไปทำเกี่ยวกับสตริงด้วย เฮ้อ ตอนนี้เอาแค่ควอนตัมให้รอดก่อนดีกว่า

อยากเป็นมนุษย์สมบูรณ์แบบ

อันนี้เริ่มเป็นรูปเป็นร่างก็ตอนมาอยู่ที่มหาลัยนี้แหละ ก็ไอ้มหาลัยนี้ดันให้เรียนทุกอย่างบนโลก เลยต้องเป็นทุกอย่างบนโลก ตอนนี้เลยรู้สึกว่ามีความรอบรู้เยอะขึ้น มีความสนใจเรื่องปรัชญา จิตวิทยา แล้วพวกทางสู่นิพพาน (เอ่อ…) คือ มันก็เป็นภารกิจเดียวกับนักฟิสิกส์นะ คือ หาหลักการของธรรมชาติ แต่แทนที่จะทดสอบด้วยการทดลอง เราก็ทดสอบด้วยปัญญาของตน มีหนังสือเล่มหนึ่งน่าสนใจ ไว้ว่าง ๆ ค่อยมาเล่าให้ฟัง ส่วนเรื่องกีฬา ตอนนี้พยายามว่ายน้ำจันทร์พุธศุกร์ เรื่องหุ่นนี้เครียด เพราะเบลอ เดี๋ยวกินเยอะ เดี๋ยวกินน้อย คือเรื่องพวกนี้รู้สึกว่าบางทีเราก็มองข้ามมันไป จริง ๆ แล้วสำคัญเพราะทุกวันนี้คนเราแม้จะอายุยืนขึ้น แต่ก็ป่วยบ่อยขึ้น โรคร้ายเยอะ ต้องคอยดูแลตัวเอง โว้ย ชีวิตทำไมมันเงื่อนไขเยอะอย่างนี้ ต่อไป เรื่องร้องเพลงเพราะ ตัดทิ้งไปได้ เอามันอย่างเดียวแล้ว เรื่องเล่นดนตรีไทยฝรั่ง ตอนนี้หัดขลุ่ยไทยอยู่ แต่เป่าเพี้ยนอย่างยิ่ง เรื่องวาดรูปสวย อันนี้เป็นฝันทีี่ยังคงต่อเนื่อง ฝึกวาดเวลาที่ไม่มีการบ้าน (จริง ๆ ชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็กแล้ว) เรื่องรู้ประวัติศาสตร์ อันนี้พยายามอยู่ อาจจะได้ไปรู้ประวัติศาสตร์ที่เวียนนา เรื่องอ่านใจคนได้ เอ่อ อันนี้บางทีก็อยาก บางทีก็ไม่อยาก กลัวจะต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่ไม่อยากรับรู้ สรุปก็คือ มนุษย์สมบูรณ์แบบยังถือว่าห่างไกลนัก แต่ยังไม่ใช่ฝันที่ไกลสุดกู่

อยากกู้โลก

ตอนนี้ฝันนี้อ่อนกำลังอย่างรุนแรง กำลังชินชากับความเป็นไปของโลกยังไงไม่รู้ ความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ความสบาย เห็นแก่ความจริงที่ว่า โลกทั้งโลกถูกมองผ่านสายตาของตน เริ่มครอบงำหัวสมอง เป็นความจริง แต่เป็นความจริงที่น่ากลัว เหมือนเราเคยคุยเรื่องนี้กันในจดหมายถึงเมืองไทยนะ ว่า คนเรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร ตอนนี้ขอพักความฝันเรื่องกู้โลกไว้ก่อน ต้องรอแรงบันดาลใจใหม่ ๆ มากระตุ้นหน่อย

อยากเป็นพนักงานร้านซเวนเซนส์

เคยคิดจะสมัคร แต่ใบโปรยบอกว่า คุณสมบัติต้องเป็นคนหน้าตาดี เลยไม่กล้าสมัคร! ตอนนี้คิดว่าเรียนจบกลับไปคงอายุเกินแล้ว จริง ๆ มีเพื่อนที่สวนกุหลาบฯ ไปทำอยู่ด้วย ดูมีความสุขดี มีการตักไอติมให้ลูกใหญ่ขึ้น ใครไปทำมาบอกด้วย จะไปกิน

อยากเปิดห้องสมุดในฝัน

พูดตรง ๆ ว่าเป็นฝันที่ไม่นึกว่าจะมีคนทำให้แล้ว ดีใจมาก ๆ นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ว่า ถึงแม้ว่าเราฝันแล้วเราไม่ได้ทำมันจนสำเร็จ (หรือยังไม่สำเร็จ) เมื่อเราได้เห็นคนอื่นทำสำเร็จเราก็จะมีความสุขอิ่มใจตามไปด้วย B2S เป็นขั้นหนึ่ง Thailand Book Tower เป็นขั้นที่สอง TK Park เป็นขั้นที่สองจุดห้า ไม่รู้จะมีใครมาทำให้เต็มเนอะ อาจจะเป็นตัวเราเองนี่แหละ

อยากเปิดร้านอาหาร

ตอนเด็ก ๆ เคยทำเมนูอาหารไว้เล่นหลายเล่มมาก ๆ เจอหลายคนที่ฝันเหมือนกัน (เจอพ่อครัวแล้วด้วย) โตขึ้นมีเงินเก็บอาจจะมาหุ้นกับร้านกัน

อยากมีบ้านสวย ๆ เป็นแบบไทยประยุกต์

ตอนเด็กเคยวาดแบบบ้าน แต่เป็นแบบฝรั่ง ตอนนี้เปลี่ยนเป็นแบบไทยประยุกต์ ปัญหาคือยังไม่มีที่ดินเลย 5555 แรงบันดาลใจสูงสุดคงตอนที่ไปพระราชวังสนามจันทร์มั้ง ชอบบ้านที่ยกพื้น มีต้นไม้กลางบ้าน ร่มรื่นชะมัด แต่คงต้องปรับแบบอีกเยอะ พูดเหมือนมีที่ดินอีกแล้ว

อยากเขียนการ์ตูน

เป็นฝันที่ได้ทำแล้ว ไชโย แต่เป็นการ์ตูนแสนสั้น เขียนให้กับเพื่อน ๆ ที่มหิดลวิทย์ฯ แรงบันดาลใจก็มาจากการ์ตูน hesheit ของคุณวิสุทธิ์ (อยากลองอ่านไปคลิกที่แถบด้านข้าง) กับเพลงรักน้องของมหิดลวิทย์ฯ (เป็นปัจจัยแรก ๆ ที่ทำให้เราเข้ามหิดลฯ มา) ลายเส้นห่วย ไม่มีเทคนิคการวาดอะไรเลย แต่พอกลับมาอ่านของที่ตัวเองเขียนแล้วอดซึ้งปนเปื้อนยิ้มไม่ได้ (เอ้า เขียนเองชมเอง) ตอนนี้ไม่ได้เขียนการ์ตูนอะไรอีกแล้ว ต้องรอแรงบันดาลใจอีกระลอกหนึ่ง

อยากขึ้นไปถึงจุดสูงสุดของน้ำตก

เขาว่ากันว่าบนจุดสูงสุดของน้ำตกมีบ่อน้ำขนาดใหญ่ที่สุด และสะอาดที่สุด เพราะเป็นบ่อเก็บน้ำที่ตกลงมาจากฟ้า และผ่านเส้นทางสกปรกมาสั้นที่สุด แต่ก็ไม่เคยได้ลองสัมผัสสักที ใจก็อยากลองขึ้นน้ำตกไปดูสักตั้งตอนปิดเทอมที่ผ่านมา แต่จะไปคนเดียวก็กระไรอยู่ มีใครอยากไปบ้างรึเปล่า

อยากมีเกาะร้างของตัวเอง

นึกถึงเพลง เกาะร้างห่างรัก ของ Tattoo colour ถ้าเป็นเกาะแบบนั้นก็ติดอยู่นานแล้ว แต่ว่าเกาะร้างแบบที่อยู่สบาย ๆ ไม่ต้องมีใครมากวนใจเนี่ย หายากหน่อย ตอนไปเที่ยวที่หาดสะกอม ปัตตานี ก็ถือว่าใกล้ความฝันเข้าไปอีกนิด ไม่ใช่เกาะ แต่เป็นหาดที่สงบเหลือแสน ชีวิตที่เอาแต่นอนกลางแดดอุ่น ๆ ว่างก็วิ่งลงไปแหวกว่ายน้ำทะเล เห็นฟ้าตัดน้ำเป็นริ้วสีคราม เมฆขาวปุยลอยอ้อยอิ่ง เฮ้อ เป็นความฝันที่เป็นความฝันเสียจริง ๆ

อยากเป็นนักสืบ

ตอนนี้ไม่อยากเป็นแล้ว กลัวเจ็บ กลัวถูกปองร้าย กลัวพบความจริงที่ไม่อยากเจอ กลัวตายด้วย แค่ในนิยายนี่ก็น่ากลัวแล้ว แต่ชีวิตจริงยิ่งกว่าละครอีก ไม่อยากได้ความตื่นเต้นหวาดเสียวอะไรเท่าไหร่แล้ว อยากเอนหลังชิว ๆ สงบสุขมากกว่า เหมือนคนแก่เลยว่ะ

สรุป
ยี่สิบปีผ่านมา ฝันเฟื่อง ฝันแล้ว ฝันไป ฝันมา ฝันอยู่ ฝันเป็นจริง ฝันสลาย ฝันต่อไป ฝันดี

7 comments:

ยอด กล่าวว่า...

ฝันไปเรื่อย จริงก็ดี ไม่จริงก็ยังได้ฝัน...

"หินมีมากหลากสีสัน
ฝันมีมากหลากสีกว่า
หาเวลาที่จะเก็บฝัน
เก็บวันละหน่อย"

ปั้นฝัน - ศุ บุญเลี้ยง

d0m3z กล่าวว่า...

ฝันไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแยกหาม... ตึ่ง !!

PaTa กล่าวว่า...

อืมม เราฝันหลายอย่างตรงกะพี่ตี๋เหมือนกันแฮะ

Petch Pichayut Jirapinyo กล่าวว่า...

hmm...

R.Sutheerak กล่าวว่า...

ความฝัน สวยงาม และสร้างพลังได้เสมอ
ขอบคุณที่ทำให้เห็นฝันที่น่าสนใจ

PaTa กล่าวว่า...

นอกเรื่อง
พี่ตี๋ เหตุใดถึงได้ดีลีทเอ็มเราอะนี่
แง่งงง -''-

ศึกษาต่ออเมริกา กล่าวว่า...

ขอบคุณมาก ๆ นะครับ สำหรับบทความดีๆ