ครั้งทีี่แล้ว เราได้ทิ้งท้ายไว้ว่า เรามีจิตอันน่าอัศจรรย์ใจ
แต่มันอาจไม่ได้ทำให้เราเข้าถึง “ความจริง” ก็เป็นได้
สิ่งที่เรารับรู้ กับโลกภายนอกที่เป็นอยู่ อาจไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
ตัวอย่างง่าย ๆ คงหนีไม่พ้นความไม่สมบูรณ์แบบของประสาทสัมผัสของเรา
ที่ทำให้เราเห็นอะไรต่อไปนี้
ลองมองภาพธงชาติสีประหลาด ๆ ข้างล่างนี้เป็นเวลา 30-45 วินาที
จากนั้นเลื่อนไปมองฉากสีขาวด้านล่าง
(ย้ำว่าฉากเป็นสีขาวจริง ๆ)
ลองดูว่าคุณจะเห็นอะไร


วิธีการอธิบายภาพลวงตาเหล่านี้ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นการที่เซลล์ประสาทบนดวงตาของเรา
ทำงานไม่ได้สม่ำเสมอ เมื่อใช้งานหนักเข้า ประสาทก็อ่อนแรง และรับรู้สิ่งต่าง ๆ เปลี่ยนไป
นี่ยังไม่รวมไปถึงเรื่องสายตายาว ตาบอดสี ฯลฯ
(ในทางหนึ่ง เราอาจบอกว่า มนุษย์ตาบอดสี “อัลตราไวโอเลต” ก็ได้
เพราะในขณะที่เรามองแสงในย่านอัลตราไวโอเลตไม่เห็น แมลงหลายชนิดกลับมองเห็น
-นั่นทำให้แมลงหลายชนิดชอบมาตอมหลอดไฟ แม้กระทั่งหลอดแบลคไลท์)
อันที่จริงแล้ว หากไม่มีข้อจำกัดเรื่องทางกายภาพ
สิ่งที่จิตของเรารับรู้ น่าจะตรงกับ “ความจริง” ภายนอกแล้ว
แต่เรื่องยังไม่หมดเพียงแค่นั้น
เราสามารถเป็นเหมือนตาชั่ง ที่อ่านข้อมูลได้เที่ยงตรงเสมอ
โดยไม่ขึ้นอยู่กับสิ่งอื่นใด นอกจากน้ำหนักของสิ่งที่จะชั่งจริงหรือ
แม้เราพยายามอย่างถึงที่สุด ตั้งสติให้มั่นที่สุด เราก็ไม่อาจเป็นเช่นตาชั่งได้
เพราะกระบวนการทางจิต (mental process) มักก้าวเกินข้อมูลที่ได้รับเสมอ
เราเอาความเป็นตัวเรา (subjectivity) ใส่ลงไปในการคิดโดยไม่รู้ตัว
ลองตัวอย่างสักเรื่อง
วิศวกรคนหนึ่งขับรถมากับลูกชาย ในขณะที่มาถึงทางโค้ง
รถก็เสียหลักพุ่งชนเสาไฟฟ้า ทั้งสองถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาล
ตัววิศวกรบาดเจ็บหนักอาการโคม่าอยู่ในห้องฉุกเฉิน
ส่วนลูกชายของวิศวกรบาดเจ็บเล็กน้อยก้มหน้านั่งรออยู่ด้านนอก
ในขณะที่ร่างของวิศวกรอยู่ในห้องฉุกเฉิน
ลูกชายของวิศวกรก็เงยหน้าขึ้นและเห็นพ่อของเขาเดินมาหาพูดว่า
“ไปได้แล้วลูก”

….
คุณจะอธิบายเรื่องนี้ว่าอย่างไร
นี่เป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ เรื่องของวิญญาณหรือเปล่า
(นี่เป็นวิชาจิตวิทยาไม่ใช่เหรอ?)
หรือคุณอาจคิดว่าผมอาจอำพรางข้อมูลบางอย่าง
เช่น ลูกชายอาจมีพ่อสองคน พ่อแท้ ๆ กับพ่อบุญธรรม
คุณเริ่มหาข้อมูลใหม่ ๆ มาเติมให้เรื่องของคุณมีเหตุมีผล
โดยที่คุณไม่รู้ตัวเลยว่า คุณได้ใส่ข้อมูลผิด ๆ ลงในหัวไปแล้ว
คุณคิดว่า วิศวกรทุกคนเป็นผู้ชาย หรือเปล่า
ถ้าลองคิดว่าวิศวกรเป็นผู้หญิง เรื่องทุกอย่างก็ลงตัว
(หลายคนอาจร้องอ้อในตอนนี้)
นี่เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า จิตเราไม่ได้อ่านทุกสิ่งคำต่อคำ
แต่เราอาจตัดคำอื่นทิ้งไป แถมหาคำอื่นมาใส่เพิ่มอีกด้วย
ท้ายที่สุดแล้ว เราอาจไม่มีทางรู้เลยว่า ความจริงคืออะไร
ถึงอย่างนั้น เราก็อยู่กับ “ความจริง” ที่เราเห็นได้
การทำความเข้าใจ “ความจริง” ตามที่จิตเราคิดได้
รู้เท่าทัน เข้าใจ และใช้ให้เกิดประโยชน์
นั่นคือ จิตวิทยา ที่เรากำลังจะเรียนต่อจากนี้ไป
แต่มันอาจไม่ได้ทำให้เราเข้าถึง “ความจริง” ก็เป็นได้
สิ่งที่เรารับรู้ กับโลกภายนอกที่เป็นอยู่ อาจไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
ตัวอย่างง่าย ๆ คงหนีไม่พ้นความไม่สมบูรณ์แบบของประสาทสัมผัสของเรา
ที่ทำให้เราเห็นอะไรต่อไปนี้
ลองมองภาพธงชาติสีประหลาด ๆ ข้างล่างนี้เป็นเวลา 30-45 วินาที
จากนั้นเลื่อนไปมองฉากสีขาวด้านล่าง
(ย้ำว่าฉากเป็นสีขาวจริง ๆ)
ลองดูว่าคุณจะเห็นอะไร


วิธีการอธิบายภาพลวงตาเหล่านี้ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นการที่เซลล์ประสาทบนดวงตาของเรา
ทำงานไม่ได้สม่ำเสมอ เมื่อใช้งานหนักเข้า ประสาทก็อ่อนแรง และรับรู้สิ่งต่าง ๆ เปลี่ยนไป
นี่ยังไม่รวมไปถึงเรื่องสายตายาว ตาบอดสี ฯลฯ
(ในทางหนึ่ง เราอาจบอกว่า มนุษย์ตาบอดสี “อัลตราไวโอเลต” ก็ได้
เพราะในขณะที่เรามองแสงในย่านอัลตราไวโอเลตไม่เห็น แมลงหลายชนิดกลับมองเห็น
-นั่นทำให้แมลงหลายชนิดชอบมาตอมหลอดไฟ แม้กระทั่งหลอดแบลคไลท์)
อันที่จริงแล้ว หากไม่มีข้อจำกัดเรื่องทางกายภาพ
สิ่งที่จิตของเรารับรู้ น่าจะตรงกับ “ความจริง” ภายนอกแล้ว
แต่เรื่องยังไม่หมดเพียงแค่นั้น
เราสามารถเป็นเหมือนตาชั่ง ที่อ่านข้อมูลได้เที่ยงตรงเสมอ
โดยไม่ขึ้นอยู่กับสิ่งอื่นใด นอกจากน้ำหนักของสิ่งที่จะชั่งจริงหรือ
แม้เราพยายามอย่างถึงที่สุด ตั้งสติให้มั่นที่สุด เราก็ไม่อาจเป็นเช่นตาชั่งได้
เพราะกระบวนการทางจิต (mental process) มักก้าวเกินข้อมูลที่ได้รับเสมอ
เราเอาความเป็นตัวเรา (subjectivity) ใส่ลงไปในการคิดโดยไม่รู้ตัว
ลองตัวอย่างสักเรื่อง
วิศวกรคนหนึ่งขับรถมากับลูกชาย ในขณะที่มาถึงทางโค้ง
รถก็เสียหลักพุ่งชนเสาไฟฟ้า ทั้งสองถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาล
ตัววิศวกรบาดเจ็บหนักอาการโคม่าอยู่ในห้องฉุกเฉิน
ส่วนลูกชายของวิศวกรบาดเจ็บเล็กน้อยก้มหน้านั่งรออยู่ด้านนอก
ในขณะที่ร่างของวิศวกรอยู่ในห้องฉุกเฉิน
ลูกชายของวิศวกรก็เงยหน้าขึ้นและเห็นพ่อของเขาเดินมาหาพูดว่า
“ไปได้แล้วลูก”

….
คุณจะอธิบายเรื่องนี้ว่าอย่างไร
นี่เป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ เรื่องของวิญญาณหรือเปล่า
(นี่เป็นวิชาจิตวิทยาไม่ใช่เหรอ?)
หรือคุณอาจคิดว่าผมอาจอำพรางข้อมูลบางอย่าง
เช่น ลูกชายอาจมีพ่อสองคน พ่อแท้ ๆ กับพ่อบุญธรรม
คุณเริ่มหาข้อมูลใหม่ ๆ มาเติมให้เรื่องของคุณมีเหตุมีผล
โดยที่คุณไม่รู้ตัวเลยว่า คุณได้ใส่ข้อมูลผิด ๆ ลงในหัวไปแล้ว
คุณคิดว่า วิศวกรทุกคนเป็นผู้ชาย หรือเปล่า
ถ้าลองคิดว่าวิศวกรเป็นผู้หญิง เรื่องทุกอย่างก็ลงตัว
(หลายคนอาจร้องอ้อในตอนนี้)
นี่เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า จิตเราไม่ได้อ่านทุกสิ่งคำต่อคำ
แต่เราอาจตัดคำอื่นทิ้งไป แถมหาคำอื่นมาใส่เพิ่มอีกด้วย
ท้ายที่สุดแล้ว เราอาจไม่มีทางรู้เลยว่า ความจริงคืออะไร
ถึงอย่างนั้น เราก็อยู่กับ “ความจริง” ที่เราเห็นได้
การทำความเข้าใจ “ความจริง” ตามที่จิตเราคิดได้
รู้เท่าทัน เข้าใจ และใช้ให้เกิดประโยชน์
นั่นคือ จิตวิทยา ที่เรากำลังจะเรียนต่อจากนี้ไป
2 comments:
ยอดเยี่ยมเลย ตี๋
อยากเห็นหน้าตาของข้อสอบ mid-term วิชานี้ละ
อยากเป็นหมอโรคจิตกัน
แสดงความคิดเห็น