ปรับปรุงจาก SOSC 14100: Mind 1/2 : Perception and Inference lectured by Shevell
หมายเหตุ: ตัวอย่างภาพที่ใช้ ไม่ได้ใช้ใน Lecture ที่มหาวิทยาลัย ดังนั้นจึงไม่มีการนำเสนอภาพไม่เหมาะสมในห้องเรียนเกิดขึ้น
ครั้งที่แล้ว เราได้พูดถึงเรื่องของ จิต ว่า
จิตไม่ได้รับรู้ทุกอย่างอย่างตรงไปตรงมา
กลไกในการรับรู้โลกใบนี้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่โลกภายนอกที่เรามอง
แต่ยังเกี่ยวข้องกับความเป็นตัวของเรา (subjectivity) ในการมองด้วย
คราวนี้ เราจะมาดูกันให้ลึกขึ้น
ว่าเราใช้ประสาทสัมผัส โดยเฉพาะการมองเห็น
และตีความสิ่งที่เราเห็นออกมาได้อย่างไร
ก่อนอื่น ลองดูภาพข้างล่างนี้ แล้วลองตอบว่า ภาพข้างล่างคือภาพอะไร

สำหรับคนที่กำลังมองกว้าง (แต่คิดลึก) ลองดูให้ละเอียดกว่านี้
ภาพนี้เป็นแค่ภาพโลมาเท่านั้นเอง
ส่วนคนที่เห็นแต่โลมา ลองมองภาพให้กว้าง คุณจะเห็นภาพที่เด็กไม่ควรดู
แต่เชื่อหรือไม่ว่า ภาพที่เห็นนี้ อายุของคนดูเป็นตัวบอกว่าคุณจะเห็นอะไรจากภาพ
ถ้าคิดดูดี ๆ แล้ว นั่นก็คงสมเหตุสมผลทีเดียว
เพราะถ้าเด็กไม่เคยเห็นภาพอย่างว่า แล้วเด็กจะบอกได้อย่างไรว่ามันเป็นภาพนั้น
แต่ผู้ใหญ่ล่ะ ทั้ง ๆ ที่เรารู้จักทั้งเซกซ์และโลมา
แต่ทำไมเรากลับ “เห็น” แค่ภาพบางภาพเท่านั้น
นี่เพียงพอหรือไม่ที่จะสรุปว่า การตีความจากสัมผัส ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่ตัว สัมผัส เท่านั้น
ลองมาดูอีกสักตัวอย่างหนึ่ง
เราลองมาคิดสิว่า ทำไมเราจึงเห็นไอ้ตัว A นีี้ว่าเป็นตัวเอ
บางคนตอบแบบกำปั้นทุบดิน ก็เพราะว่าในหัวเรามี A แบบนี้อยู่ในหัว พอเจอตัว A แบบนี้เข้า
ก็เลยรู้ว่าเป็นตัวเอ
แบบจำลองนี้เขาเรียกว่า Template matching คืิอ มีกรอบวางไว้ แล้วเอาที่สิ่งเราสัมผัสเข้าไปเทียบ
แต่แบบจำลองนี้ดูจะไม่ได้ผลถ้าเราลองใช้กับ A แบบอื่น ๆ




ดังนั้น จิตไม่ได้ต้องการกรอบชัดเจนสำหรับการรับรู้รูปแบบจากสัมผัส
จิตอาจเพียงต้องการแค่เงื่อนไขไม่กี่อย่างเท่านั้น (แบบจำลองนี้เรียกว่า Feature model)
เช่น จิตอาจตีความอะไรก็ตามที่มีสองเส้นโน้มหากันตรงยอด มีอีกเส้นตัดผ่านว่า A
แต่ใครจะรู้ นั่นจะพอหรือไม่พอก็ได้
ถ้าเป็นตัว d ล่ะ หางตัว d ต้องยาวแค่ไหน จิตถึงคิดว่ามันเป็น d ไม่ใช่ เอ แบบอเมริกัน
ถ้ามันปรากฎอยู่ในคำศัพท์ที่เรารู้จัก นั่นอาจทำให้เราแยกได้ว่ามันเป็น ดี หรือ เอ
กลายเป็นว่า คนที่ใช้บริบท (context) เกี่ยวกับความหมาย
สามารถตีความรูปแบบออกมาได้
จึงขอสรุปไว้ก่อนว่า สัมผัสนำไปสู่การตีความ
แต่การตีความไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่ตัวสัมผัส (สัญญาณโฟตอนที่เข้าตาเรา) อย่างเดียวเท่านั้น
เราดึงเอาอะไรหลายอย่างออกมาใช้
ทั้งความเป็นตัวเรา (subjectivity) และบริบท (context)
(ดังนั้น อย่าคิดว่าเราเห็นอะไร ๆ เหมือนกันหมดทุกคน)
ติดตามตอนจบในโอกาสหน้า
จิตไม่ได้รับรู้ทุกอย่างอย่างตรงไปตรงมา
กลไกในการรับรู้โลกใบนี้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่โลกภายนอกที่เรามอง
แต่ยังเกี่ยวข้องกับความเป็นตัวของเรา (subjectivity) ในการมองด้วย
คราวนี้ เราจะมาดูกันให้ลึกขึ้น
ว่าเราใช้ประสาทสัมผัส โดยเฉพาะการมองเห็น
และตีความสิ่งที่เราเห็นออกมาได้อย่างไร
ก่อนอื่น ลองดูภาพข้างล่างนี้ แล้วลองตอบว่า ภาพข้างล่างคือภาพอะไร

สำหรับคนที่กำลังมองกว้าง (แต่คิดลึก) ลองดูให้ละเอียดกว่านี้
ภาพนี้เป็นแค่ภาพโลมาเท่านั้นเอง
ส่วนคนที่เห็นแต่โลมา ลองมองภาพให้กว้าง คุณจะเห็นภาพที่เด็กไม่ควรดู
แต่เชื่อหรือไม่ว่า ภาพที่เห็นนี้ อายุของคนดูเป็นตัวบอกว่าคุณจะเห็นอะไรจากภาพ
ถ้าคิดดูดี ๆ แล้ว นั่นก็คงสมเหตุสมผลทีเดียว
เพราะถ้าเด็กไม่เคยเห็นภาพอย่างว่า แล้วเด็กจะบอกได้อย่างไรว่ามันเป็นภาพนั้น
แต่ผู้ใหญ่ล่ะ ทั้ง ๆ ที่เรารู้จักทั้งเซกซ์และโลมา
แต่ทำไมเรากลับ “เห็น” แค่ภาพบางภาพเท่านั้น
นี่เพียงพอหรือไม่ที่จะสรุปว่า การตีความจากสัมผัส ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่ตัว สัมผัส เท่านั้น
ลองมาดูอีกสักตัวอย่างหนึ่ง
เราลองมาคิดสิว่า ทำไมเราจึงเห็นไอ้ตัว A นีี้ว่าเป็นตัวเอ
บางคนตอบแบบกำปั้นทุบดิน ก็เพราะว่าในหัวเรามี A แบบนี้อยู่ในหัว พอเจอตัว A แบบนี้เข้า
ก็เลยรู้ว่าเป็นตัวเอ
แบบจำลองนี้เขาเรียกว่า Template matching คืิอ มีกรอบวางไว้ แล้วเอาที่สิ่งเราสัมผัสเข้าไปเทียบ
แต่แบบจำลองนี้ดูจะไม่ได้ผลถ้าเราลองใช้กับ A แบบอื่น ๆ




ดังนั้น จิตไม่ได้ต้องการกรอบชัดเจนสำหรับการรับรู้รูปแบบจากสัมผัส
จิตอาจเพียงต้องการแค่เงื่อนไขไม่กี่อย่างเท่านั้น (แบบจำลองนี้เรียกว่า Feature model)
เช่น จิตอาจตีความอะไรก็ตามที่มีสองเส้นโน้มหากันตรงยอด มีอีกเส้นตัดผ่านว่า A
แต่ใครจะรู้ นั่นจะพอหรือไม่พอก็ได้
ถ้าเป็นตัว d ล่ะ หางตัว d ต้องยาวแค่ไหน จิตถึงคิดว่ามันเป็น d ไม่ใช่ เอ แบบอเมริกัน
ถ้ามันปรากฎอยู่ในคำศัพท์ที่เรารู้จัก นั่นอาจทำให้เราแยกได้ว่ามันเป็น ดี หรือ เอ
กลายเป็นว่า คนที่ใช้บริบท (context) เกี่ยวกับความหมาย
สามารถตีความรูปแบบออกมาได้
จึงขอสรุปไว้ก่อนว่า สัมผัสนำไปสู่การตีความ
แต่การตีความไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่ตัวสัมผัส (สัญญาณโฟตอนที่เข้าตาเรา) อย่างเดียวเท่านั้น
เราดึงเอาอะไรหลายอย่างออกมาใช้
ทั้งความเป็นตัวเรา (subjectivity) และบริบท (context)
(ดังนั้น อย่าคิดว่าเราเห็นอะไร ๆ เหมือนกันหมดทุกคน)
ติดตามตอนจบในโอกาสหน้า

2 comments:
got this paragraph from my friend's facebook status.. The idea is quite widely known now, but what you've just posted isn't something new either ... I think it's related to your post:
Aoccdrnig to a rscheearch at Cmabrigde Uinervtisy, it deosn't mttaer in waht oredr the ltteers in a wrod are, the olny iprmoetnt tihng is taht the frist and lsat ltteer be at the rghit pclae. The rset can be a total mses and you can sitll raed it wouthit porbelm. Tihs is bcuseae the huamn mnid deos not raed ervey lteter by istlef, but the wrod as a wlohe. Amzanig!
มองไม่เหนเหนเปนโลมาเลยอะ ที่เอามาจากเลกเชอร์มายซีรี หรอออ อยากเทกแล้วนะเนี่ย
แสดงความคิดเห็น